วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Cano Cristales River of the five Color หรือ The Rainbow

     Cano Cristales River of the five Color หรือ The Rainbow
                      เป็นแม่น้ำที่มีหลายชื่อและเป็นแม่น้ำที่สวยที่สุดในโลก แต่สำหรับคนไทยแล้วอาจจะเรียกว่าแม่น้ำ 5 สี แม่น้ำแห่งนี้อยู่ที่เมือง Macarena La ทางตอนเหนือของประเทศโคลัมเบียลักษณะจะเป็นลำธารตื้นๆที่เต็มไปด้วยโขดหิน ไม่มีดินโคลน โดยสีต่างๆที่เกิดขึ้นนี้มาจากต้นหญ้าชื่อ Mosses และ Algae

                   ลักษณะจะเป็นพืชน้ำและปะการังที่เกิดและปกคลุมอยู่ตามโขดหินในแม่น้ำและต้นหญ้าเหล่านี้มีสีแตกต่างกันไปทั้งสีแดง เขียว น้ำตาล ม่วงและแดงอมม่วง ซึ่งสีของต้นหญ้าเหล่านี้เองที่ทำให้เกิดเป็นสีต่างๆในแม่น้ำ รวมกับความใสของลำธารแล้วทำให้สามารถมองเห็นสีต่างๆได้ชัดและสวยงามมากยิ่งขึ้นสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ลำธารแห่งนี้กว้าง 20 เมตรความยาวกว่า 100 กิโลเมตร นับว่าเป็นความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้น


                 ความสวยของ Cano Cristales แตกต่างจากแม่น้ำอื่นคือเป็นแม่น้ำที่สวยในตัวของมันเองไม่ได้มาจากสภาพแวดล้อม และฤดูที่เหมาะกับการท่องเที่ยวจะอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคมของทุกปี





( The Rainbow )



             อ้างอิง

                              ข้อมูล              http://www.manhattantest.com
                              ภาพถ่าย          http://www.dailymail.co.uk

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ปรากฎการณ์นิ้วน้ำแข็ง ( Brinicle )

                  ความตายในโลกใบนี้เกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ และบางครั้งมาในรูปของปรากฎการณ์ธรรมชาติสุดแปลกที่ไม่ได้พบเห็นกันบ่อยๆ อย่างเช่นกรณีของ Brinicle หรือที่รู้จักกันในชื่อ นิ้วน้ำแข็ง หรือ น้ำแข็งย้อย
ที่สามารถฆ่าสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลน้ำแข็งได้ในพริบตา
                  ปรากฎการณ์ธรรมชาตินี้เกิดจากการจมลงของน้ำบนน้ำแข็งที่มีความเข้มข้นของเกลือและความเย็นที่สูงกว่า ไหลผ่านน้ำทะเลที่อยู่ใต้แผ่นน้ำแข็ง จึงทำให้ระหว่างที่น้ำจากด้านบนที่ไหลลงมาเปลี่ยนน้ำทะเลรอบๆ ให้แข็งตัวไปด้วยจนเกิดเป็นโครงสร้างคล้ายท่อน้ำแข็งงอกลงไปด้านล่าง
                  แม้จะสวยงามและหาชมยาก แต่น้ำเกลือที่ก่อตัวนี้กลับเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับสิ่งชีวิตเบื้องล่าง และอยู่ในเส้นทางการไหลของนิ้วน้ำแข็งนี้ เพราะมันสามารถแช่แข็งสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในเส้นทางได้แทบจะในทันทีที่สัมผัสกับความเย็นของน้ำแข็ง
                  แต่ก็นับเป็นข่าวดีสำหรับสัตว์ก้นทะเลเหล่านี้ เพราะนิ้วน้ำแข็งนั้นใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เนื่องจากต้องอาศัยทั้งความต่อเนื่องจากการไหลของน้ำเกลือจากแผ่นน้ำแข็งด้านบน และความสงบนิ่งของกระแสน้ำใต้น้ำแข็ง เพราะหากเกิดกระแสน้ำไหลตลอดเวลา แท่งน้ำแข็งจะไม่สามารถก่อตัวได้




ปรากฎการณ์นิ้วน้ำแข็ง ( Brinicle )


      อ้างอิง

                 ข้อมูล            https://www.spokedark.tv/featured/brinicle-finger-of-death/
                 ภาพถ่าย         http://www.discovery.com/tv-shows

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ปรากฏการณ์โวลเคนิก ไลทนิ่ง (Volcanic Lightning)

                           Volcanic Lightning เป็น ปรากฏการณ์ธรรมชาติ อันมหัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเกิด ภูเขาไฟระเบิด จะเกิด พายุสายฟ้า ขึ้นในเถ้าภูเขาไฟที่กำลังพวยพุ่งขึ้นเหนือ ภูเขาไฟ โดยนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถค้นพบสาเหตุ ของ ปรากฏการณ์ โวลเคนิก ไลทนิ่ง (Volcanic Lightning) โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งสมมุติฐานว่า ปรากฏการณ์ โวลเคนิก ไลทนิ่ง นั้นน่าจะคล้ายการเกิด พายุสายฟ้า ( Thunderstorms ) และในการสัมนาเกี่ยวกับสภาวะอากาศ TPOD เมื่อ 17 กันยายน 2004 เหล่านักวิทยาศาสตร์ ได้สัมนากันว่าปรากฏการณ์นี้ อาจเกิดจากการที่อนุภาคของเถ้าภูเขาไฟเกิดการพุ่งชนกัน ทำให้เกิดไฟฟ้าสถิต ขึ้นในอนุภาคของเถ้าภูเขาไฟ และเป็นเหตุให้เกิดฟ้าผ่าขี้น ขณะเกิดภูเขาไฟระเบิด และเมื่อเร็วๆนี้ ก็มีสมมุติฐานใหม่ ว่าอาจเกิดจากที่เม็กม่า ได้ปลดปล่อยความชื้นออกมา

 เหตุการณ์ ภูเขาไฟ Chaitin ในประเทศชิลี ระเบิด เมื่อ 6 พฤษภาคม 2008 พร้อมกับการเกิด
ปรากฏการณ์ โวลเคนิก ไลทนิ่ง (Volcanic Lightning) อย่างสวยงามอลังการ

 เหตุการณ์ ภูเขาไฟ Sakurajima ระเบิด เมื่อ 18 พฤษภาคม 1991 พร้อมกับการเกิด
 ปรากฏการณ์ โวลเคนิก ไลทนิ่ง (Volcanic Lightning) 

 เหตุการณ์ ภูเขาไฟ Pinatubo ในประเทศฟิลิปปินส์ ระเบิด ในปี 1991 พร้อมกับการเกิด
 ปรากฏการณ์ โวลเคนิก ไลทนิ่ง (Volcanic Lightning)

ภูเขาไฟ Redoubt ระเบิดใน Alaska และเกิด Volcanic Lightning

             อ้างอิง

                 ข้อมูล           http://anaes1.md.kku.ac.th/
                 ภาพถ่าย        Sakurajima Volcananological Observatory  










วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ดินแดนสายฟ้านิรันดร์

               ณ ปากแม่น้ำคาตาตัมโบ (Catatumbo) รอยต่อกับทะเลสาบมาราไคโบ (Lake Maracaibo) ประเทศเวเนซูเอลา ดินแดนแห่งสาวงามหน้าเข้ม บริเวณนี้สายฟ้าฟาดเปรี๊ยะๆ แทบจะทุกวัน และวันไหนที่ฟ้าลงก็ลงแทบจะตลอดวัน กล่าวคือใน 1 ปี 365 วัน จะมีฟ้าผ่าประมาณ 140-160 วัน และถ้าวันไหนฟ้าขยันฟาดก็อาจจะนับได้ถึง 280 ครั้ง ต่อเนื่องได้ยาวนานนับ 10 ชั่วโมง และอาจจะมีความถี่ได้อีก 16-40 ครั้งต่อนาที
                 เฉลี่ยให้เห็นภาพชัดขึ้นคือผ่าได้ 3,600 ครั้งต่อ 1 ชม. หรือราว 1.2 ล้านครั้งต่อปี และช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญที่สุด หากใครจะเดินทางไปชมแนะนำว่าเดือนเมษายน พฤษภาคม รับรองว่าคุณจะได้เห็นแสงสีพร้อมเสียงสนั่นหวั่นไหวจนสะใจ ซึ่งเส้นของสายอสุนีบาตสามารถมองเห็นได้ชัดจากระยะไกลถึง 400 กิโลเมตร โดยจะมีกระแสไฟฟ้าสูงสุดได้ถึง 400,000 แอมป์ ซึ่งฟ้าผ่าปกติจะมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านเพียง 30,000-120,000 แอมป์เท่านั้น

               ลองชี้นี้วกลับเข้ามาที่ศัพท์เฉพาะกันสักนิด ปรากฏการณ์ฟ้าผ่าคาตาตัมโบนั้นเกิดได้อย่างไร?

มันมีที่มาจากน้ำในทะเลสาบไหลผ่านตมในที่ลุ่มจำนวนมาก ซึ่งพวกตมโคลนเหล่านั้นประกอบขึ้นด้วยสารอินทรีย์ ที่กำลังสลายตัว ก่อให้เกิดกาซมีเทนลอยตัวขึ้นที่สูง เมื่อก๊าซมีเทนเจอการเสียดสีจากลมร้อนที่ถูกพัดมาจากทะเลแคริบเบียน และลมที่พัดมาจากฝั่งเทือกเขาแอนดีส จึงเกิดความร้อน และเกิดการสะสมของประจุไฟฟ้าในอากาศจำนวนมหาศาล ส่งผลให้อากาศขยายตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อสะสมไว้มากจนเกินไปก็ต้องมีการปลดปล่อย และเมื่ออากาศไปปล่อยประจุไฟฟ้าระหว่างก้อนเมฆกับพื้นโลก มันก็ส่งผลให้เกิดฟ้าผ่าขึ้น
                   ปรากฏการณ์ฟ้าผ่าคาตาตัมโบ นั้นมีระบุว่าเกิดได้หลายแห่งบนโลกใบนี้ ที่มีปฏิกิริยาต้นกำเนิดคล้ายกัน เคยพบที่อินเดีย โคลัมเบีย อูกันดา เพียงแต่ว่าไม่ยาวนานต่อเนื่องจัดหนักแบบที่เวเนซูเอล่าแห่งนี้เท่านั้น
                    และด้วยความร้อนแรงของที่นี่ทำให้มีการบันทึกสถิติต่างๆ ลงกินเนสท์บุ๊คไว้เป็นที่เรียบร้อย

© Alan Highton / Barcroft Media

 © Alan Highton / Barcroft Media


"ปรากฏการณ์ฟ้าผ่าคาตาตัมโบ"

     อ้างอิง

                ข้อมูล             http://travel.mthai.com/world-travel/84040.html
                ภาพถ่าย         © Alan Highton / Barcroft Media

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ทะเลสาบฮิลเลียร์ ( Lake Hillier)


ทะเลสาบฮิลเลียร์ ( Lake Hillier) เป็นทะเลสาบน้ำเค็ม ตั้งอยู่บนเกาะมิดเดิล (Middle Island) ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเกาะและเกาะเล็ก ๆ ที่รวมกันเป็นหมู่เกาะรีเชิร์ช (Recherche Archipelago) ในแถบโกลด์ฟิลส์-เอสเปอแรนซ์ (Goldfields-Esperance) นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของออสเตรเลียตะวันตก มีลักษณะเด่นคือมีสีชมพู มีชายฝั่งยาวและแคบคั่นมหาสมุทรใต้กับทะเลสาบ
ทะเลสาบฮิลเลียร์มีความยาวประมาณ 600 เมตร (2,000 ฟุต) และกว้างประมาณ 250 เมตร (820 ฟุต)  ทะเลสาบล้อมรอบไปด้วยหาดทรายและป่าเปเปอร์บาร์ก (paperbark) และยูคาลิปตัส(eucalyptus) อย่างแน่นหนา มีแนวเนินทรายปกคลุมด้วยพืชพรรณที่แยกชายแดนตอนเหนือออกจากชายฝั่งตอนเหนือของเกาะมิดเดิล ลักษณะที่เด่นที่สุดของทะเลสาบแห่งนี้คือมีสีชมพู เป็นสีที่คงอยู่ถาวร และไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อนำน้ำทะเลสาบใส่ในภาชนะ ที่มาของสีชมพูนี้กล่าวกันว่ามาจากสิ่งมีชีวิต Dunaliella salina การเดินทางให้เห็นทิวทัศน์ของทะเลสาบที่ดีที่สุดคือทางอากาศ
สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบฮิลเลียร์คือ Dunaliella salina เป็นจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุให้ปริมาณเกลือในทะเลสาบสร้างสีย้อมสีแดง จนทำให้เกิดสีดังกล่าว อีกสมมติฐานหนึ่งกล่าวว่า สีชมพูมาจากแบคทีเรียเฮโลฟิลิกสีแดงในสะเก็ดเกลือ แม้ว่าจะมีสีที่ผิดปกติ แต่ทะเลสาบไม่มีผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ หากมองจากด้านบน ทะเลสาบมีสีชมพูเหมือนหมากฝรั่ง แต่จากแนวชายฝั่งจะมีสีชมพูที่ชัดเจนกว่า ชายฝั่งยังปกคลุมด้วยสะเก็ดเกลือด้วย
แม้ว่าจะมีระดับของเกลือสูง (เมื่อเทียบกับระดับของเกลือในทะเลสาบเดดซี) ทะเลสาบเป็นที่ที่ปลอดภัยสำหรับการว่ายน้ำ แต่การเดินทางเข้าถึงทะเลสาบฮิลเลียร์นั้นมีน้อย การเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์เป็นวิธีที่พบบ่อยที่สุด การเดินเรือก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้โดยสารที่ต้องการเยี่ยมชมทะเลสาบห่างไกล และป่ารอบ ๆ แห่งนี้


เมื่อ ค.ศ. 2012 ทะเลสาบฮิลเลียร์ตั้งอยู่ภายในบริเวณของเขตสงวนธรรมชาติหมู่เกาะรีเชิร์ช ตั้งแต่ปี 2002 ทะเลสาบแห่งนี้ยังได้รับการพิจารณาให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำของอนุภูมิภาคที่สำคัญ


ทะเลสาบฮิลเลียร์ ( Lake Hillier)



(ภาพถ่ายจากมุมสูง)

อ้างอิง

ข้อมูล        https://th.wikipedia.org/wiki
ภาพถ่าย     https://sites.google.com/site

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ปรากฏการณ์น้ำทะเลเรืองแสง

    สำหรับปรากฏการณ์นี้นะครับเอาใจคนชอบทะเลนั้นคือ “ปรากฏการณ์น้ำทะเลเรืองแสง”      ที่มาของแสงดังกล่าวนี้เกิดจาก แพลงตอนพืช และสัตว์ขนาดเล็ก ที่เรียกกว่า ไดโนแฟลกเจลเลต (Dinoflagellates) กว่า 720,000 เซล ต่อน้ำหนึ่งแกลลอน ซึ่งหากปลาหรือมนุษย์รับประทานเข้าไป ก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารพิษที่มีผลต่อระบบประสาท และด้วยการที่แพลงตอนพืชชนิดนี้ มันจะสะสมพลังงานจากแสงอาทิตย์เอาไว้ในตอนกลางวัน และจะปล่อยแสงสีน้ำเงินออกมาในตอนกลางคืนเมื่อมีการสั่นสะเทือนของน้ำ ดังนั้นเมื่อเราสัมผัสหรือทำให้เกิดเคลื่อนไหวของน้ำจึงจะเกิดแสงสีฟ้าเขียวสวยงามนี้อ่าวเรืองแสงสุดมหัศจรรย์น่าทึ่งที่สุดในโลก
ด้านผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งชี้ว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากกลไกสิ่งมีชีวิตปล่อยแสงน้ำเงินที่เกิดจาก
ปฏิกิริยาทางเคมีภายในเซลล์ของมัน และเมื่อเซลล์นับพันล้านๆเซลล์รวมตัวกัน จากคลื่นที่ซัดมารวมกัน ก็จะได้ภาพเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้จะเห็นได้เฉพาะจากระยะไกล และเมื่อยามที่เรือก่อปฏิกิริยาเคลื่อนไหวต่อท้องทะเล เช่น การออกเรือ การแล่นเรือ หรือการที่คนลงไปเล่นน้ำ
การเรืองแสงของแพลงตอนดังกล่าวจะอยู่ได้นานเพียงแค่ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น หลังจกนั้นแสงจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ แต่ว่าแสงที่เราได้เห็นนั้นในช่วงแรกจะมีความสว่างมาก ในคืนเดือนมืดถึงกับอ่านหนังสือได้เลยทีเดียว นักท่องเที่ยวนิยมพายเรือไปชื่นชมแสงมหัศจรรย์แห่งนี้ในตอนกลางคืนด้วยเรือคายัค และลงไปว่ายน้ำให้มีแสง ถือเป็นสิ่งที่สวยงามและเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจริง

จริงๆ โลกของเรานั้นยังมีความสวยงามและมหัศจรรย์อีกมากมายที่เรายังไม่ได้พบเจอ และนี่ก็ถือเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์และน่าถึงที่สุดในโลก ขอยกย่องให้อ่าวแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าทึ่งที่สุดในโลกไปเลย


 อ้างอิง

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

กรีนเลค (Green Lake) มหัศจรย์โลกใต้น้ำในเทพนิยาย

                
                  ปรากฎการณ์ที่สองที่ผมจะนำเสนอแก่ทุกคน คือ  กรีนเลค หรือ ทะเลสาบกรูเนอร์  เป็นสิ่งมหัศจรรย์อีกหนึ่งที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักดำน้ำทั่วโลก กรีนเลคเป็นสถานที่ดำน้ำที่ได้รับความนิยมจากนักดำน้ำเป็นอย่างมาก และสิ่งที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือในทุกๆช่วงฤดูหนาวน้ำในทะเลสาบจะมีความลึกเพียง 1-2 เมตร ทำให้สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ใต้น้ำได้อย่างชัดเจน เนื่องจากน้ำในทะเลสาบค่อนข้างใสแจ๋วมาก แต่ทว่าในช่วงฤดูใบไม้ผลิเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นและหิมะเริ่มละลายปริมาณน้ำในทะเลสาบจะค่อยๆเพิ่มสูงขึ้น โดยสามารถวัดระดับความลึกได้ประมาณ 12 เมตร นั่นจึงทำให้พื้นที่รอบๆทะเลสาบถูกน้ำท่วม รวมไปถึงเหล่าต้นไม้ ทางเท้า สะพาน และม้านั่งก็ถูกน้ำท่วมไปด้วย 

           สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทางมาดำน้ำเพื่อชมทัศนียภาพใต้น้ำที่กรีนเลคนั้น ขอแนะนำว่าควรมาในช่วงระหว่างกลางเดือนพฤษภาคมไปถึงเดือนมิถุนายนของทุกๆปี เนื่องจากว่าช่วงเวลานี้ทะเลสาบจะมีความสวยงามมากที่สุด หลังจากนั้นในช่วงเดือนกรกฎาคมน้ำในทะเลสาบจะเริ่มลดลงจนมาอยู่ในระดับปกติ สำหรับประสบการณ์ดำน้ำชมความสวยงามของโลกใต้น้ำนั้น เหล่านักดำน้ำที่มาเยือนยังทะเลสาบแห่งนี้เล่ากันว่าจะได้พบกับความสวยงามของทุ่งหญ้าสีเขียว ดอกไม้ สะพาน และม้านั่งที่จมอยู่ใต้น้ำ ราวกับว่าภาพดังกล่าวคือ โลกใต้น้ำที่ถูกกล่าวถึงในตำนานเทพนิยายกันเลยทีเดียว





 กรีนเลค หรือ ทะเลสาบกรูเนอร์ )
 



                                    ( ทัศนียภาพใต้น้ำที่กรีนเลค หรือ ทะเลสาบกรูเนอร์ )

อ้างอิง

บทความโดย Travel.thaiza.com
Green Lake In Styria Image By