วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ปรากฏการณ์ทุ่งน้ำแข็งนักบวชขาว

ปรากฏการณ์ทุ่งน้ำแข็งนักบวชขาว

     Penitentes เป็น ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่เกิดจากรูปแบบการก่อตัวของหิมะ ที่พบได้ในบริเวณที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากๆ โดยมีรูปแบบเป็นแท่งสามเหลี่ยม เรียวยาวสูง ซึ่งสาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์นี้ก็มีแสงอาทิตย์เป็ นที่ทำให้เกิดรูปทรง ประหลาดนี้ โดย แสงอาทิตย์จะทำให้เกิด รอยบุ่มเป็นจุดๆ กระจายตัวไปทั่วทั้งพื้นหิมะ และรอยบุ่มนี้ก็จะมีแอ่งน้ำเล็กขังอยู่ และอ่างน้ำนี้เมื่อถูกแสงอาทิตย์ก็จะทำตัวคล้ายเลนส์ รวมแสงส่องลงไปลึกขึ้นๆ เรื่อยๆ จนเกิดเป็นทุ่งน้ำแข็ง นักบวชขาว อันเนื่องมาจากรูปทรงของ น้ำแข็ง นี้คล้ายกับหมวกของพวกนักบวชทรงแหลมสูง



วงธัญพืช

     วงธัญพืช หรือ วงข้าวโพดล้ม หรือ ครอปเซอร์เคิล (crop circle) เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงรูปแบบพืชที่ล้มลง ซึ่งเริ่มต้นจาก ข้าวโพด โดยคำนี้รวมถึง ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ถั่วเหลือง วงข้าวโพดล้มนี้พบได้หลายแห่งทั่วโลก



ที่มา : https://goo.gl/TyfT8z
         ครอปเซอร์เคิล ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1678 ที่เฮิร์ทฟอร์ดเชียร์ อังกฤษ ไม่มีใครอธิบายได้ว่าใครหรืออะไรทำให้มันเกิดขึ้น แต่หลังจากการค้นพบของชัตเติลวูดกับบอนด์และเฟอร์แล้ว มันนำไปสู่ทฤษฎีแรกคือร่องรอยการลงจอดของยานจากต่างดาว ตามมาด้วยทฤษฎีอุกกาบาตและทฤษฎีพายุทอร์นาโดขนาดเล็ก ในทศวรรษที่ 1980 ได้มีการค้นพบครอปเซอร์เคิลมากขึ้น โดยเฉพาะรอบๆเมืองวอร์มินสเตอร์(Warminster) ในช่วงต้นของทศวรรษนี้รูปทรงของมันก็ยังคงเหมือนเดิม คือเป็นวงกลมหยาบๆ แต่ในกลางทศวรรษรูปทรงของมันซับซ้อนขึ้น คือมีวงแหวนแตกออกไป และมันเริ่มดึงดูดใจคนอังกฤษมากขึ้น ในทศวรรษนี้เอง ด๊อกเตอร์ เทอร์เรนซ์ มีเดน(Terrence Meaden) ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์และนักอุตุนิยมวิทยาได้พยายามไขปริศนานี้ โดยทำการวิจัยครอปเซอร์เคิลมากกว่า 1,000 แห่ง มีเดนเสนอทฤษฎีว่า ครอปเซอร์เคิลเกิดจากความผิดปกติของอากาศที่เขาเรียกว่า Plasma Vortex ทำให้เกิดลมหมุนวนในระดับสูงแล้วเคลื่อนตัวลงสู่พื้นทำให้พืชแบนราบhttps://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทะเลโฟม

                 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2555 เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษ รายงานว่า เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าทึ่งที่บริเวณชายฝั่งเมืองเลอเน ในรัฐวิคตอเรีย ของประเทศออสเตรเลีย หลังจากที่ระลอกคลื่นซัดเข้าฝั่งแตกเป็นฟองกระจายตัวเป็นทะเลโฟมปกคลุมพื้นที่เป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตรเลยทีเดียว และแน่นอนว่าปรากฏการณ์ทะเลโฟมได้ดึงดูดสายตาของนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละคนล้วนแล้วแต่อดใจไม่ไหวที่จะมาดำผุดดำว่ายกันอย่างสนุกสนานในทะเลโฟมแห่งนี้
            สำหรับปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และถูกบันทึกภาพโดย อเล็กซ์ คลีแลนด์ ชาวบ้านในเมืองเลอเนและเพื่อน ๆ อีก 2 คน ซึ่งเขาเล่าว่า "มันแปลกประหลาดมาก ทั้งนักท่องเที่ยวและชาวบ้านถึงกับต้องหยุดดูและพากันถ่ายรูปเป็นที่ระลึก"
            ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ทะเลโฟมจะพบเห็นไม่บ่อยครั้งนัก หลายปีถึงจะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง โดยเกิดจากภาวะฝนที่ตกลงมาอย่างหนักได้พัดพาอินทรียวัตถุไหลลงสู่ทะเล และถูกคลื่นเขย่าจนเป็นฟอง ก่อนซัดถาโถมกลับคืนสู่ฝั่ง
            นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังได้อธิบายว่า ฟองโฟมเหล่านี้ไม่ได้เกิดสิ่งสวยงาม แต่มันเกิดจากสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น ทำให้ทะเลสกปรก, เกิดจากเกลือ, เกิดจากปฎิกิริยาทางเคมี, การเน่าเปื่อยของซากพืช ซากสัตว์ในทะเล ปลา ที่เกิดจากน้ำเสียที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น เมื่อทุกอย่างมารวมตัวกันด้วยส่วนผสมที่ลงตัว และมีคลื่นที่เคลื่อนตัวแล้วม้วนตัวลงก็จะทำให้เกิดฟองซึ่งถูกพัดออกมาสะสมอยู่ที่ริมชายหาด



อ้างอิง
                ข้อมูลและภาพถ่าย  http://hilight.kapook.com/view/72717


วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559

EYE OF THE SAHARA MAURITANIA

EYE OF THE SAHARA MAURITANIA :  ดวงตาแห่งซาฮาร่า มอริเตเนีย
ในชื่อทางการเรียกว่า Richat Structure ถ้ามองมาจากอวกาศเห็นวงกลมเด่นชัด อยู่บริเวณในทะเลทรายซาฮาร่า เขตประเทศมอริเตเนีย มีขนาดเส้นผ่าศูนย์ กลาง 40 กม. เป็นหินตะกอนและหินทราย มีชั้นคล้ายโดมพังทลายลง แต่ภายในเป็นหินอัคนี ความสำคัญทางธรณีวิทยาพบว่า เมื่อ 100 ล้านปีในอดีต ภูเขาไฟเกิดการระบาย ความร้อนเปลี่ยน แปลงความดันอุณหภูมิอย่างกว้างขวางและถล่มทลายตามมา การสำรวจใหม่มีหลักฐานแสดงมากกว่าที่เคยตีความไว้ว่าเกิด จากการชนปะทะของ อุกกาบาต เพราะชั้นของหินตะกอนมีโครง สร้างเดิมไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ


   อ้างอิง

                ข้อมูลและภาพถ่าย  http://www.sunflowercosmos.org/Geology-005-Eye-of-Sahara.html

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559

"การย้ายถิ่นของปูแดง" (Red Crab Migration)

              เกาะคริสต์มาส อยู่ห่างจากเพิร์ท รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 2,360 กิโลเมตร และห่างจากจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย 500 กิโลเมตร โดยประชากรส่วนใหญ่ของเกาะเป็นชาวจีนเชื้อสายออสเตรเลียน (Chinese Australian) และอื่นๆ โดยมี เมืองฟลายอิงฟิชโคฟ (Flying Fish Cove ) หรือรู้จักกันในนาม เดอะเซตเทิลเมนต์ (The Settlement) เป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่สุดบนเกาะ 
               เกาะคริสต์มาส เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงทางด้านการท่องเที่ยวเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะชื่อเสียงในเรื่องของแหล่งดำน้ำที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ ต้นๆของโลก รวมไปถึงธรรมชาติและสัตว์ป่าที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีเยี่ยม แต่ที่เป็นไฮไลท์ของเกาะก็คงเป็นปรากฏการณ์ "การย้ายถิ่นของปูแดง" (Red Crab Migration) ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก 
              ในทุกๆช่วงระหว่างต้นเดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนธันวาคมของทุกๆปี ซึ่งแต่ละปีจะไม่ตรงกันนัก เหล่าปูแดงนับล้านบนเกาะคริสต์มาสจะเริ่มนัดกันรวมพลเพื่อ เตรียมโยกย้ายถิ่น นัดพบเพื่อเลือกคู่ และผสมพันธุ์ ก่อนที่จะหาที่เหมาะๆสำหรับการวางไข่ ซึ่งปูแดงตัวเมียเพียงตัวเดียวสามารถวางไข่ได้มากถึง 100,000 ฟอง หลังจากนั้นทั่วทั้งเกาะจะเต็มไปด้วยกองทัพปูแดง 
                แน่นอนว่าผู้อาศัยอย่างมนุษย์ยังต้องยอมถอยให้กับเหล่าฝูงปูแดงที่พร้อมใจเดินทางไปทุกหนทุกแห่งบนเกาะ ซึ่งแม้แต่ในบ้าน สนามหญ้า ริมชายหาด หรือ แม้แต่บนท้องถนนก็จะถูกยึดครองโดยกองทัพปูแดงเต็มไปหมด ... ในช่วงเวลาแห่งความสุข (แม้ว่าเราจะทุกข์เพราะต้องคอยหลบเหล่าน้องปู) แต่ก็ย่อมมา พร้อมกับความเศร้าเสมอ เพราะใช่ว่าปูแดงทุกตัวจะไปถึงฝั่งฝันเสมอไป เพราะในทุกๆก้าวย่างที่ค่อยๆไต่ไปนั้น อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้แบบไม่คาดฝัน! 
               ในทุกๆวันที่มีการอพยพย่อมมีเหตุการณ์ที่เราเรียกกันว่าโศกนาฏกรรม โดยเฉพาะภาพน่าเศร้าบนท้องถนนที่อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้พบเห็น เนื่อง จากมีปูแดงเป็นจำนวนมากถูกยานพาหนะที่สัญจรไปมาบนท้องถนนเหยียบจนเสียชีวิตในขณะที่ข้ามถนน ซึ่งแม้ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงแต่ด้วยปริมาณปู แดงที่อพยพมาเป็นจำนวนมาก จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่รถจะไม่เหยียบปูแดงเหล่านี้ 
               ด้วยเหตุนี้จึงมีความพยายามเป็นอย่างมากที่จะช่วยเร่งให้เหล่าปูแดงรอดพ้นจากอุบัติเหตุดังกล่าว นั่นจึงทำให้ถนนบางสายบนเกาะที่เป็นเส้นทางหลักๆของ การอพยพถูกปิดลงชั่วคราว และหลังจากนั้นเราก็จะได้พบกับลูกปูแดงตัวเล็กๆที่พร้อมลืมตาดูโลก และในช่วงเดียวกันของทุกๆปีลูกปูเหล่านี้ก็จะกลับมาที่ๆ พวกมันเกิดอีกครั้ง




อ้างอิง

                ข้อมูลและภาพถ่าย  http://travel.thaiza.com/

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ทะเลสาบอับราฮัม

                 ทะเลสาบอับราฮัม เป็นทะเลสาบเทียมที่เกิดจากการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในปี 1972 ในทุกๆช่วงฤดูหนาว ทะเลสาบอับราฮัม จะเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวยงามแปลกตา เพราะใต้ผืนน้ำสีฟ้าที่ กลายเป็นน้ำแข็งจะมีฟองอากาศสีขาวหลายขนาดถูกกักอยู่ ฟองอากาศเหล่านี้ไม่ใช่ฟองอากาศที่พบเห็นกันทั่วไปแต่เป็นฟองอากาศที่เกิดจากก๊าซมีเทนที่เกิดจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ (ซากพืชซากสัตว์) รวมไปถึงพืชใต้น้ำปล่อยก๊าซออกมา แต่เนื่องจากความเย็นที่พื้นผิวทะเลสาบทำให้ฟองอากาศที่พุ่งขึ้นมากลายเป็นน้ำแข็งเกิดเป็นภาพฟองอากาศน้ำแข็งจำนวนมากในทะเลสาบ ซึ่งสามารถพบเห็นได้ในช่วงฤดูหนาวหลังจากนั้นฟองอากาศเหล่านี้จะสลายไปพร้อมๆกับการละลายของน้ำแข็งในฤดูร้อน 




อ้างอิง




                ข้อมูลและภาพถ่าย  http://travel.thaiza.com/

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Waitomo Glowworm Caves

              เจ้าถ้ำสุดมหัศจรรย์ที่ว่านี้ มีชื่อว่า “Waitomo Glowworm Caves” อยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์ และได้ชื่อว่าเป็น ถ้ำหนอนเรืองแสง น่าจะสวยที่สุดในโลกก็ว่าได้ แค่เห็นในรูปก็งามสะดุดตาแล้ว ถ้านักท่องเที่ยวไปสัมผัสด้วยตาตนเองจะสวยงามขนาดไหน! ถ้ำที่ว่านี้อยู่ในเกาะเหนือ ทางตอนใต้ของเมืองไวกาโต
              คำว่า Waitomo แปลว่า น้ำที่ลอดผ่านถ้ำ ซึ่งเป็นชื่อที่มาจากลักษณะทางกายภาพภายในถ้ำที่มีสายน้ำไหลผ่านนั่นเอง ถ้ำแห่งนี้ได้รับการสำรวจเป็นครั้งแรกในปี 1887 และสิ่งที่ทำให้หลายคนต้องตกตลึงเมื่อเข้าไปสู่ถ้ำแห่งนี้ ก็คือ แสงระยิบระยับ จนเหมือนว่ากำลังมองดูดวงดาวบนฟ้าในยามค่ำคืน โดยสาเหตุของแสงที่ว่านี้ก็เนื่องมาจาก หนอนเรืองแสง ที่อยู่ภายในถ้ำนั่นเอง

               หนอนเรืองแสง ดังกล่าวนี้ หากมองกันจริงๆ ก็ไม่ใช่หนอนซะทีเดียว เป็นตัวอ่อนของแมลงลักษณะคล้ายกับยุง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Araachnocampa Luminosa โดยในช่วงเวลาของการเป็นตัวอ่อนของแมลงดังกล่าว จะมีการส่องแสงประกายกินระยะเวลา 6 ถึง 12 เดือนตามความสมบูรณ์ของร่างกายของหนอนแต่ละตัว หลังจากนั้นก็จะกลายเป็นแมลงที่โตเต็มที่ต่อไป หนอน หรือว่า ตัวอ่อนแมลง ดังกล่าวนี้ ยังสามารถพบได้ตามถ้ำในญี่ปุ่น และออสเตรเลียด้วย




อ้างอิง
                ข้อมูลและภาพถ่าย  http://travel.mthai.com/world-travel/69638.html