วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ทะเลสาบอับราฮัม

                 ทะเลสาบอับราฮัม เป็นทะเลสาบเทียมที่เกิดจากการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในปี 1972 ในทุกๆช่วงฤดูหนาว ทะเลสาบอับราฮัม จะเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวยงามแปลกตา เพราะใต้ผืนน้ำสีฟ้าที่ กลายเป็นน้ำแข็งจะมีฟองอากาศสีขาวหลายขนาดถูกกักอยู่ ฟองอากาศเหล่านี้ไม่ใช่ฟองอากาศที่พบเห็นกันทั่วไปแต่เป็นฟองอากาศที่เกิดจากก๊าซมีเทนที่เกิดจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ (ซากพืชซากสัตว์) รวมไปถึงพืชใต้น้ำปล่อยก๊าซออกมา แต่เนื่องจากความเย็นที่พื้นผิวทะเลสาบทำให้ฟองอากาศที่พุ่งขึ้นมากลายเป็นน้ำแข็งเกิดเป็นภาพฟองอากาศน้ำแข็งจำนวนมากในทะเลสาบ ซึ่งสามารถพบเห็นได้ในช่วงฤดูหนาวหลังจากนั้นฟองอากาศเหล่านี้จะสลายไปพร้อมๆกับการละลายของน้ำแข็งในฤดูร้อน 




อ้างอิง




                ข้อมูลและภาพถ่าย  http://travel.thaiza.com/

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Waitomo Glowworm Caves

              เจ้าถ้ำสุดมหัศจรรย์ที่ว่านี้ มีชื่อว่า “Waitomo Glowworm Caves” อยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์ และได้ชื่อว่าเป็น ถ้ำหนอนเรืองแสง น่าจะสวยที่สุดในโลกก็ว่าได้ แค่เห็นในรูปก็งามสะดุดตาแล้ว ถ้านักท่องเที่ยวไปสัมผัสด้วยตาตนเองจะสวยงามขนาดไหน! ถ้ำที่ว่านี้อยู่ในเกาะเหนือ ทางตอนใต้ของเมืองไวกาโต
              คำว่า Waitomo แปลว่า น้ำที่ลอดผ่านถ้ำ ซึ่งเป็นชื่อที่มาจากลักษณะทางกายภาพภายในถ้ำที่มีสายน้ำไหลผ่านนั่นเอง ถ้ำแห่งนี้ได้รับการสำรวจเป็นครั้งแรกในปี 1887 และสิ่งที่ทำให้หลายคนต้องตกตลึงเมื่อเข้าไปสู่ถ้ำแห่งนี้ ก็คือ แสงระยิบระยับ จนเหมือนว่ากำลังมองดูดวงดาวบนฟ้าในยามค่ำคืน โดยสาเหตุของแสงที่ว่านี้ก็เนื่องมาจาก หนอนเรืองแสง ที่อยู่ภายในถ้ำนั่นเอง

               หนอนเรืองแสง ดังกล่าวนี้ หากมองกันจริงๆ ก็ไม่ใช่หนอนซะทีเดียว เป็นตัวอ่อนของแมลงลักษณะคล้ายกับยุง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Araachnocampa Luminosa โดยในช่วงเวลาของการเป็นตัวอ่อนของแมลงดังกล่าว จะมีการส่องแสงประกายกินระยะเวลา 6 ถึง 12 เดือนตามความสมบูรณ์ของร่างกายของหนอนแต่ละตัว หลังจากนั้นก็จะกลายเป็นแมลงที่โตเต็มที่ต่อไป หนอน หรือว่า ตัวอ่อนแมลง ดังกล่าวนี้ ยังสามารถพบได้ตามถ้ำในญี่ปุ่น และออสเตรเลียด้วย




อ้างอิง
                ข้อมูลและภาพถ่าย  http://travel.mthai.com/world-travel/69638.html

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แพะต้นไม้

แพะต้นไม้  
              แพะเป็นสัตว์ที่ชอบกินใบไม้และผลของต้นอาร์กัน โดยจะปีนขึ้นไปบนต้นอาร์กันเพื่อแทะเล็มใบไม้ และกินผลอาร์กัน อาจปีนขึ้นไปอยู่หลายๆ ตัวในเวลาเดียวกัน บางคราวเห็นเกือบ 20 ตัวเลยทีเดียว พวกแพะ เหล่านี้จะเดินข้ามหรือกระโดดระหว่างกิ่งไม้สวนกันไปมาอยู่บนต้นนั่นเอง และบางครั้งก็สามารถเดินขึ้นไปอยู่ บนกิ่งยอดสุดของต้นอาร์กันได้ ทำให้เห็นว่าแพะรู้จักการสมดุลน้ำหนักตัวเวลาปีนขึ้นต้นไม้และกระโดดตามกิ่ง  ของต้นอาร์กันเหล่านั้น อีกทั้งยังสามารถหลบหลีกและเบี่ยงตัวสวนไปมากับแพะตัวอื่นๆ ที่อยู่บนต้นเดียวกันด้วย เมื่อฝูงแพะจำนวนหนึ่งกินเสร็จแล้ว ก็เดินลงจากต้นและให้แพะตัวอื่นๆ ขึ้นต่อไป 
·       ภาพที่เห็นนี้เป็นภาพจริง ของ แพะ ในประเทศ โมร็อกโก
·       พวกมันปีนขึ้นไปบนต้น Argan เพื่อหาอาหาร เนื่องจากในบริเวณนั้นแทบจะไม่มีหญ้า หรือพืชที่ แพะ จะสามารถกินเป็นอาหาร เหลืออยู่ พวกมันจึงถูกผลักดันให้กลายเป็น แพะต้นไม้ (เคยได้ยินแต่แพะภูเขา)
·       พวกมันสามารถปีนป่าย ได้อย่างน่าทึ่ง ไปได้ทุกกิ่ง ทุกก้านของต้น Argan
·       ชาวพื้นเมืองจะเก็บผลของต้น Argan นำเมล็ดมาทำน้ำมันปรุงอาหาร และเครื่องประทินผิว




    

    อ้างอิง
          ภาพถ่าย http://www.meekhao.com/travel/incredible-natural-phenomena


วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

อลังการหินผับผ้า แพนเค้ก ร็อค เมืองไทย

เขาหินพับผ้า ปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา ที่เห็นได้บนเขาหิน และเกาะบางเกาะในทะเลขนอม บริเวณหน้าอ่าวเตล็ด คือที่เกาะท่าไร่ เกาะนุ้ยนอก เขาหลักซอ และชายฝั่งอ่าวเตล็ด ลักษณะที่เห็นจะเหมือนเป็นแผ่นหินที่ทับซ้อนเรียงกันเป็นชั้นๆสูงขึ้นไป ด้านบนมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมหลากหลายชนิด บางชนิดก็ดูแปลกตาออกไป บางแห่งก็จะพบกล้วยไม้ป่าขึ้นอยู่ด้วย
การเกิดของเขาหินพับผ้า เกิดจากกระบวนการหินตะกอน (sedimentary process) ที่มีการตกตะกอนของหินที่มีส่วนประกอบและความแข็งต่างกัน เป็นชั้นๆ ในท้องทะเล ต่อมามีการเอียงและยกตัวของเปลือกโลกชั้นหินดังกล่าวก็เกิดเป็นหน้าผา เมื่อถูกกระแสน้ำ และลม กัดกร่อนเอาชั้นที่อ่อนกว่าออกเหลือชั้นที่แข็งแกร่งกว่า ก็จะดูเหมือนแผ่นหินที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ เปรียบเหมือนขนมชั้น หรือผ้าที่พับไว้ จึงเป็นที่มาของชื่อ " หินพับผ้า " เมื่อนักท่องเที่ยวฝรั่งได้มาเห็นที่นี่ก็บอกว่า เขาหินลักษณะนี้คล้ายกับ Pancake rock ที่เมือง Punakaiki ประเทศนิวซีแลนด์ ก็เลยเรียกหินพับผ้าเหล่านี้ว่า " แพนเค้ก ร็อค  เมืองไทย " อีกชื่อหนึ่ง





     อ้างอิง

                            ข้อมูลและภาพถ่าย http://khanom.siamfreestyle.com/

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ย่ำแดนพิศวง ท่าปอมคลองสองน้ำ (จังหวัดกระบี่ ประเทศไทย)

               ท่าปอมคลองสองน้ำ กระบี่ บริเวณท่าปอม สายน้ำจืดซึ่งเป็นธารน้ำพุใสสะอาดจากใต้ดิน ไหลรินผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันตามช่วงเวลาน้ำขึ้นน้ำลง และยังมีน้ำเค็มท่วมถึงยามน้ำขึ้น มีผืนป่ารอบข้างที่มีทั้งป่าชายเลนซึ่งเป็นป่าที่เติบโตอยู่ ในน้ำกร่อยและน้ำเค็มผสมผสานกับป่าพรุน้ำจืด คลองท่าปอมจึงกลายเป็นคลองสองน้ำ (น้ำจืด+น้ำเค็ม) ปัจจุบันสำนักงานการท่องเที่ยวจึงจัดทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทาง 700 เมตร ลักษณะเป็นสะพานไม้ที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ทอดยาวเป็นวงรอบเหนือผืนป่าพรุและป่าชายเลน ท่าปอมคลองสองน้ำ มีลำคลองน้ำใส ต้นน้ำจากเขาคราม ไหลผ่าน ป่าดิบชื้น ป่าพรุ ป่าชายเลน และทะเลอันดามัน
             ท่าปอมคลองสองน้ำ ป่าพรุท่าปอม คลองท่าปอม เป็นชื่อของลำธารสายสั้นๆ ยาวประมาณ 5 กิโลเมตร ในต.เขาคราม อ.เมือง จ.กระบี่ มีต้นกำเนิดหรือต้นน้ำจากแอ่งน้ำผุดบนช่องพระแก้วไหลผ่านสระน้ำกลางป่า ปลายทางของคลองนี้จะไหลออกสู่ทะเลอันดามัน โดยคลองท่าปอมอยู่บริเวณรอยต่อของน้ำจืดกับน้ำเค็มพอดี จนกลายเป็นคลองน้ำจืดสนิท ยามน้ำทะเลหนุนสูงขึ้น น้ำในคลองที่จืดสนิทจะกลายเป็นน้ำกร่อย น้ำจะขุ่น ปลาทะเลจะเข้ามาหาอาหารในคลอง ครั้นพอน้ำลงน้ำจืดจากป่าต้นน้ำก็จะดันออกน้ำทะเลออกหมด รวมทั้งเหล่าปลาทั้งหลายก็จะแหวกว่ายกลับไปอีกครั้ง น้ำในคลองจะใสราวกระจก มองดูเป็นสีเขียวมรกต มีสีเขียวอมฟ้า น้ำจืดที่ใสแจ๋วแหววต้องแสงแดด จะส่งประกายระยิบระยับราวแก้วผลึก เป็นช่วงที่เหมาะกับการเดินชม ท่าปอม มากที่สุด เนื่องจากมีสารละลายหินปูนหรือแคลเซี่ยมคาร์บอร์เนตและกำมะถันปนอยู่มาก ที่มีคุณสมบัติในการจับตะกอนและสารแขวนลอยให้จมตัวเมื่อ สายน้ำ ไหลผ่านหินปูน เจ้าสารตัวนี้ก็จะละลายปนมาพร้อมกับจับสารแขวนลอยไหลไปจมตัวในน้ำนิ่งน้ำในลำคลองท่าปอม จึงใสไหลเย็นมองเห็นตัวปลาและพืชใต้น้ำได้อย่างชัดเจนโดยบางช่วงใต้ท้องน้ำ จะงดงามด้วยสีเขียวสดจากพืชใต้น้ำที่มองเห็น ได้อย่างถนัดตาส่วน บางช่วงก็ดูเพลินตาด้วยฝูงปลาที่แหวกว่ายทวนสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ
                  จากการที่น้ำทะเลขึ้นและลงทำให้ท่าปอม ที่เป็นทั้งคลองน้ำจืด และคลองน้ำเค็มกลายเป็นป่าพรุ ในอดีตนั้นท่าปอม เป็นป่าพรุ รกทึบ มีต้นไม้แน่นเต็มไปหมด พื้นที่ดินเต็มไปด้วยรากไม้ มีพื้นที่ 300 ไร่ ยากต่อการเข้าถึง จนกลายเป็นระบบนิเวศเล็กๆ แบบป่าพรุน้ำจืด แบบพื้นที่ชุ่มน้ำ แบบป่าดิบ และแบบป่าชายเลน อันชวนพิศวง จึงกลายเป็นที่มาของคำว่า ท่าปอม คลองสองน้ำ นอกจากจะเป็นรอยต่อของ 2 น้ำแล้ว ยังทำให้เกิดจุดบรรจบของ 3 ป่าอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน คือ ป่าโกงกาง พังกาหัวสุม และไม้พืชป่าชายเลนอยู่ร่วมกับชมพู่น้ำ ไม่ป่าพรุอย่างกลมกลืน โดยมีหลาวชะโอน ไม้ป่าดิบชื้น ถือว่าเป็นป่าชายเลนที่มีความเป็นมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง เป็นแหล่งศึกษาเชิงนิเวศวิทยา เพื่อเรียนรู้ความสมบูรณ์ของธรรมชาติทั้งในแง่ของทางน้ำใต้ดิน และพืชพรรณที่สามารถเติบโต ได้ทั้ง ในน้ำและบนดิน คลองสองสายน้ำมีลักษณะพิเศษ ของระบบนิเวศ ที่ในช่วงขึ้น 12 ค่ำไปจนถึง แรม 5 ค่ำ คนสมัยก่อนเชื่อว่าท่าปอมเป็นป่าอาถรรพ์ ดินแดนพิศวง หรือดินแดนต้องห้าม เต็มไปด้วยเรื่องราวอาถรรพณ มีจระเข้เผือกเป็นสัตว์ของเจ้าป่าคอยดูแลป่าท่าปอม ซึ่งเป็นสัตว์ของเจ้าที่เจ้าป่าคอยปกปักรักษาไว้ หากใครล่วงละเมิด ฝ่าฝืนจะเกิดอาเพศ กระทั่งต้องมีอันเป็นไป และหากไม่จำเป็นจริงๆแล้ว ชาวหนองจิกจะห้ามลูกหลานว่าอย่าเข้าไปใกล้ แต่หากต้องไปตักน้ำจืดมาบริโภคในหน้าแล้ง หรือไปลงเรือหาปลา หาอาหารในที่แห่งนี้ ก็อย่าเอาอาหารที่มีเนื้อหมูเข้าไปใกล้ และหากจะลงอาบน้ำ ก็ต้องเว้นวันเสาร์และวันอังคาร แม้จะไม่มีใครอธิบายเหตุผลได้ว่าทำไม แต่ก็ดูเหมือนไม่มีใครอยากฝ่าฝืน จะมีก็แต่พวกวัยรุ่นบางกลุ่มเท่านั้น ที่หาญกล้าอาศัยความรกเรื้อของป่าพรุท่าปอมเป็นแหล่งมั่วสุม จึงไม่มีใครกล้าเข้ามา แต่ด้วยความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ จึงได้ช่วยกันดูแลปกปักรักษาป่าไว้
จนกระทั่งเมื่อ 130 กว่าปีที่แล้ว มีโต๊ะครูปอม (โต๊ะครู คือครูสอนศาสนาอิสลาม ที่มีความรู้ด้านศาสนาอิสลามเป็นอย่างดี) เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นี่แล้วตั้งชื่อป่าพรุแห่งนี้ว่า พรุท่าปอมตามชื่อของโต๊ะครู จากนั้นก็เริ่มมีชาวบ้านเข้ามาทำมาหากินจนกลายเป็นชุมชนเขาครามพอเริ่มมีคนอยู่อาศัยมากขึ้น และมีนักท่องเที่ยวเข้ามาดูความมหัศจรรย์ของท่าปอม คลองสองน้ำ เป็นจำนวนมากขึ้น ทาง อบต. เขาครามโดยการสนับสนุนงบประมาณจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้จัดทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติเป็นสะพานไม้ยกระดับ 2 เมตรจากพื้นดิน ทำเป็นวงรอบพื้นที่ป่า ลักษณะเป็นสะพานไม้ที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ทอดยาวเป็นวงรอบเหนือผืนป่าพรุและป่าชายเลน ระยะทาง 700 เมตร และจัดเจ้าหน้าที่ดูแล มีลำคลองน้ำใส รากไม้คดเคี้ยว แตกแขนงแผ่กว้าง และปลาน้ำจืดปลาน้ำเค็ม ที่สลับกันมาว่ายเวียนหาอาหาร เป็นที่งดงามและหาดูได้ยาก หากเดินทวนกระแสน้ำท่าปอมขึ้นไป จนถึงเขตหวงห้าม จะพบสระน้ำสีไพลินกลางป่าเขียว เรียกว่าแอ่งท่าปอม หากเดินต่อไปอีก 500 เมตร จะพบแอ่งน้ำลักษณะเดียวกัน เรียกว่า สระน้ำช่องพระแก้ว สามารถเที่ยวชมคลองสองน้ำได้ตลอดทั้งปี ควรเที่ยวชมในเวลาที่น้ำลงน้ำจะสวยใสมาก
เสน่ห์ของ ท่าปอม อีกอย่างหนึ่งคือ รากไม้ให้ชวนมองอยู่ทั่วไปตามริมตลิ่งสองฝั่งคลองโดยรากของต้นไม้หลาย ประเภทจะปรับตัวด้วยการโผล่รากขึ้นมาหายใจ ในลักษณะเลาะเลี้ยวเคี้ยวโค้งเกี่ยวกวัดรัดกันไปมา ดูสวยงาม แปลกตาน่ามอง โดยรากของตนไม้ที่พบมากก็เห็นจะหนีไม่พ้นรากของต้นชมพู่น้ำ ซึ่งต้นไม้ชนิดนี้ใช่แค่มีราก ที่มีเสน่ห์ แต่ว่า ยามที่ชมพู่น้ำออกดอกก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน เพราะว่าแต่ว่าดอกของชมพู่น้ำที่มีช่อสั้นๆมีเกสร ตัวผู้ สีขาวนวลดูเล็กฝอยฟูฟ่องนั้นงามไม่เบาทีเดียวโดยเพาะยามที่ดอกชมพู่น้ำร่วง หล่นลงไปลอยในสายน้ำดูพลิ้วไหว นั้นน่าชมมากๆและพวกรากไม้ต่างๆนี่แหละที่ถือเป็นจุดเกาะยึดอย่างดีของคนที่ ลงไปเล่นน้ำ ซึ่งทาง อบต. เขาครามเปิดบางช่วงให้นักท่องเที่ยวลงไปแหวกว่ายเล่นน้ำได้ แต่ว่าต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ส่วนใครที่อยากสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติแห่งป่าท่าปอมในความรู้สึก ที่แตกต่างไปจากการเดิน ชมบนสะพาน ก็สามารถพายเรือแคนูชมความงามของคลองสองน้ำและป่าท่าปอมได้




     อ้างอิง
                            ข้อมูล http://www.dekguide.com/

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ฝ่ามือพระพุทธเจ้า

  หากล่องเรือไปในท้องทะเลอ่าวไทยที่ จ.ชุมพร ก่อนจะกระโดดลงไปดำผุดดำไหว้ดูปะการังอันงดงามใกล้ๆ กับเกาะง่ามใหญ่
              ความน่าสนใจของที่นี่ไม่ได้มีเพียงน้ำใสๆ กับปะการังสวยๆ เท่านั้น หากแต่ยังมีอีกหนึ่งความน่าอัศจรรย์ใจจากธรรมชาตินั่นก็คือ ฝ่ามือพระพุทธเจ้า ซึ่งปัจจุบันทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานชุมพรได้พยายามผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในโครงการมหัศจรรย์เมืองไทย
              ฝ่ามือพระพุทธเจ้า มีลักษณะเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ สูงประมาณ 100 เมตร กว้างประมาณ 60 เมตร สีออกเหลืองๆ ผิดกับพื้นผิวของหินที่อยู่รายรอบ ที่ปลายก้อนหินมีรอยแยกคล้ายรูปร่างของนิ้วมือจำนวน 4 นิ้ว ส่วนด้านล่างมีหินงอกออกมามองคล้ายกับนิ้วโป้ง ยิ่งเมื่อมองจากระยะไกลแล้วก็จะยิ่งเห็นความชัดเจนของรูปร่างลักษณะที่คล้ายคลึงกับฝ่ามือ ซึ่งชาวบ้านแถบนั้นเชื่อว่าเป็นรูปฝ่ามือพระพุทธเจ้า
              โดยตามความเชื่อของชาวประมงชุมพรนับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ และขนานนามว่า ฝ่ามือพระพุทธเจ้า และยังให้ความนับถือเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยมีความเชื่อว่าสามารถคุ้มครองให้ชาวประมงรอดพ้นจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะภัยทางทะเล และในจุดนี้ก็ยังเป็นที่หลบพายุกลางทะเลมาหลายสิบปีแล้ว นอกจากนี้ชาวเรือใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเดินเรือเข้าสู่ปากน้ำชุมพรมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่สถานที่นี้เป็นที่รับรู้ในหมู่ชาวประมงเท่านั้น เพราะเป็นพื้นที่กลางทะเลลึก ไม่ค่อยมีผู้คนผ่านไปมา
              ขณะที่อีกฟากหนึ่งของเกาะก็มี หินเจดีย์ ที่รูปทรงของหินนั้นดูคล้ายคลึงกับเจดีย์เป็นอย่างมาก จึงสอดคล้องกับฝ่ามือพระพุทธเจ้า ที่ยิ่งช่วยเสริมสร้างความเป็นมงคลตามความเชื่อด้วย
              ในปัจจุบัน เมื่อเกาะง่ามใหญ่กลายเป็นจุดดำน้ำที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง ก็ทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของหิน ฝ่ามือพระพุทธเจ้า



     อ้างอิง
                            ข้อมูล  http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000047826

  

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

หาดทรายดำ 1 ใน 5 แห่งของโลก (จังหวัดตราก ประเทสไทย)

บริเวณท้องที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแหลมมะขาม ในพื้นที่ป่าแหลมมะขามอันเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงที่ได้ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 91 ตอนที่ 114 เมื่อ 2 กรกฎาคม 2517 เป็นกฎกระทรวงฉบับที่ 680 (พ.ศ. 2517) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ให้ไว้ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2517 โดยหาดทรายดำของจังหวัดตราดนั้นเป็นหาดทรายดำ 1 ใน 5 แห่งของโลกอีกด้วย ซึ่งอีก 4 แห่ง ได้แก่ Hualien – Taitung ไต้หวัน,PulauLangKaiwi มาเลเซีย, ทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย,WaianapanapaBeach ฮาวาย (Maui) เดิมหาดทรายดำนี้เรียกว่าหัวสวน เป็นหาดที่ชาวมุสลิมเป็นเจ้าของและเคยตั้งสุเหร่าบริเวณหัวสวน ต่อมาได้ย้ายออกไป ทำให้เป็นสถานที่ร้าง จนกระทั่งมีชาวบ้านยายม่อมได้มานั่งหมกตัวและทำให้หายจากโรคอัมพฤกษ์ จึงเห็นว่าหาดทรายดำรักษาโรคได้ และได้บอกต่อๆ กันไป ภายหลังข่าวเรื่องการรักษาโรคจากการหมกทรายดำกระจายออกไป ต่อมาได้มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากขึ้นเนื่องจากมีความเชื่อว่าสามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดหัวเข่า ปวดหลัง หรือ สิว ฝ้า อัมพาต อัมพฤกษ์ เป็นต้น จึงได้มีเจ้าหน้าที่ส่งทรายดำออกไปตรวจสอบโดยกองธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ผลปรากฏว่า ทรายดำแห่งนี้มีชื่อทางวิชาการว่า ไลโมไนต์ (Limonite) มีสูตรทางเคมีว่า 2Fe2 O3 3H2O ลักษณะเป็นสีน้ำตาลแดงไปจนถึงดำเป็นแร่ที่เกิดจากการยุบสลายของเศษเหมืองและเปลือกหอย และผสมด้วยควอตซ์ มีสูตรทางเคมีว่า SiO2 (ซิลิกา) หรือเป็นการผุกร่อนของเหล็ก ในทางการแพทย์ไม่มีผลทางการรักษาโรค หาดทรายดำหัวสวนแห่งนี้อยู่ในบริเวณป่าชายเลนเนื่องจากมีลมมรสุมได้พัดเอาทรายไปอยู่บริเวณป่าชายเลนทรายดำจะบริสุทธิ์มากกว่าบริเวณที่อยู่นอกป่าชายเลนซึ่งมีโคลน และเปลือกหอยจำนวนมาก แต่ธรรมชาติของหาดทรายดำเป็นป่าชายเลน มีหาดทรายดำที่เป็นของแปลก จึงทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ           


   

              อ้างอิง
                            ข้อมูล http://www.traveleastthailand.org

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ละลานตา ปรากฏการณ์แมงกะพรุนหลากสี (จังหวัดตราด ประเทศไทย)

แมงกะพรุนหลากสีลอยเหนือผิวน้ำหาดราชการุณย์จ. ตราดเป็นแพยาวกว่า 100 เมตรนักท่องเที่ยวให้ความสนใจติดต่อเข้าชมแนะผู้ที่สนใจชมได้ไม่เกินเดือน พ.ย.
              ณัฐสินี อินทร์ประเสริฐ กำนันตำบลไม้รูด อ.คลองใหญ่ จ.ตราดกล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงปรากฏการณ์แมงกะพรุนลอยตัวขึ้นบริเวณผิวน้ำบริเวณหาดไม้รูดหาดราชการุญและชายหาดอื่น ๆ บริเวณใกล้เคียงใน อ. เมืองและ อ.คลองใหญ่ว่าเป็นปรากฏการณ์ ธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปีซึ่งชาวบ้านเห็นเป็นเรื่องปกติโดยบริเวณหาดไม้รูดสามารถชมได้ทั้งบริเวณหน้าหาดรวมไปถึงบริเวณปากคลองไม้รูดที่สามารถเดินชมแมงกะพรุนได้เลยโดยไม่ต้องนั่งเรือเพราะแมงกะพรุนจะลอยเข้า มาถึงในคลองในปีนี้แมงกะพรุนเพิ่งเริ่มขึ้นมาเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ก็มีจำนวนมากและจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ กินบริเวณกว้างตลอดแนวชายหาดจากเขาล้านถึงบ้านไม้รูดผู้ที่สนใจจะมาชมแมงกะพรุนที่หาดไม้ รูดสามารถติดต่อเรือนำเที่ยวได้ที่โทร 08 1982 2725, 08 8491 1471
              ส่วนบริเวณหาดราชการุณย์นายอัศวินถาวรสารีชาวประมงพื้นบ้านได้นำผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบริเวณทิศเหนือของหาดพบว่ามีแมงกะพรุนลอยอยู่เหนือผิวน้ำเป็นแพยาวกว่า 100 เมตรส่วนใหญ่จะเป็นกระพรุนสีขาวขุ่นส่วนสีอื่น ๆ เช่นสีฟ้าสีน้ำตาลไหม้สีน้ำตาลอ่อนสีม่วงมีให้เห็นประปรายอีกทั้งนายอัศวินกล่าวว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีและในปีนี้เริ่มมีแมงกะพรุนให้เห็นแล้วโดยเฉพาะบริเวณปากคลองมะนาวและคาดว่า อีก 1 สัปดาห์แมงกะพรุนเหล่านี้จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเพราะเริ่มมีคลื่นลมซัดเข้าฝั่งซึ่งจะทำให้แมงกะพรุนถูกพัดให้เข้าฝั่งด้วยเช่นกัน
              ด้านนายสันทนาหอยสังข์เจ้าหน้าที่ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทยกล่าวว่าขณะนี้เริ่มมีนักท่องเที่ยวสอบถามถึงการมาชมแมงกระพรุนบ้างแล้วและได้จองห้องพักบางส่วนเพื่อเข้าชม แต่หากนักท่องเที่ยวต้องการเดินทางมาชมแมงกะพรุนขอให้ติดต่อ ที่ศูนย์ราชการุณย์ฯ ก่อนเพื่อเจ้าหน้าที่จะได้จัดหาเรือนำเที่ยวให้และสำหรับช่วงเวลาที่เหมาะกับการชมแมงกะพรุนคือเวลา 06.00-13.00 น และควรเข้าชมไม่ควรเกินเดือน พ.ย. เพราะเป็นช่วงที่สวยงามที่สุด
                สำหรับปรากฏการณ์แมงกะพรุนหลากสีนับหมื่นตัวโผล่ผิวน้ำเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจหลังนักวิชาการกลุ่มหนึ่งเดินทางมาทำกิจกรรมที่หาดราชการุณย์และได้ถ่ายภาพเผยแพร่ทางโซเชียลเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2555 จนทำให้มีผู้คนหลั่งไหลเดินทางเข้ามายังจังหวัดตราดเป็นจำนวนมากทั้งนี้ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงปลายฝนต้นหนาวโดยจะเกิดขึ้นประมาณช่วงเดือนกันยายน. - พฤศจิกายนไม่ใช่เหตุการณ์ผิดปกติของ ธรรมชาติหรือเป็นลางบอกเหตุ แต่อย่างใดและสามารถพบได้ทั่วไปในท้องทะเลบริเวณจังหวัดตราดเช่นหาดราชการุณย์หาดทับทิมในอำเภอเมืองและที่ชายหาดบริเวณอำเภอคลองใหญ่คือที่หาดเล็กเขาล้านเป็นต้น
              แมงกะพรุนที่พบนั้นมีทั้งแมงกะพรุนโตนดแมงกะพรุนลอดช่องแมงกะพรุนถ้วยซึ่งมีสีใสอมชมพูหรือใสอมฟ้ารวมไปถึงแมงกะพรุนไฟซึ่งเป็นแมงกะพรุนที่พบในประเทศไทยและอาจมีแมงกะพรุนกล่องซึ่งเป็นแมงกะพรุนต่างประเทศ แต่พบที่ประเทศไทย แต่ปรากฏการณ์นี้จะขึ้นอยู่กับกระแสลมและกระแสคลื่นถ้าวันไหนลมและคลื่นสงบแมงกะพรุนก็จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มให้เห็นจำนวนมากและอยู่ใกล้ฝั่ง แต่หากวันไหนคลื่นลมแรงไม่สงบก็จะอยู่แบบกระจายตัว
              มีรายงานการพบแมงกะพรุนลอยตัวเหนือท้องทะเลในจังหวัดอื่น ๆ ด้วยเช่นกันเช่นที่ จ.สตูล มีแมงกะพรุนลอดช่องลอยขึ้นในทะเลเป็นจำนวนมากชาวประมงพื้นบ้านที่บ้านหาดทรายยาวอ. เมือง จ.สตูลจึงนำเรือประมงกว่า 30 ลำออกไปตักแมงกะพรุนขายได้ถึงวันละกว่า 40,000 ตัว




                   อ้างอิง
                            ข้อมูล http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000134387
                             ภาพถ่าย http://www.painaidii.com/diary/diary-detail/001302/lang/th/

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เต่าหลายสิบตัวตายที่ Florida

เต่าหลายสิบตัวตายที่ Florida
The Florida Fish and Wildlife Conservation Commission ยังหาคำตอบของการตายของเต่าหลายสิบตัวที่ Keystone Heights ในเดือนมกราคม 2012 ซึ่งชาวบ้านพบเจอเต่าตาย ที่ปลายถนน Pinon Road


                   อ้างอิง

                            ข้อมูลและภาพถ่าย        http://www.kiitdoo.com/

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Sailing Stones

Sailing Stones เป็น 1 ใน ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ยังคงเป็นปริศนา ที่เกิดขึ้นที่ อุทยานแห่งชาติเดท วัลลี่ย์ (Death Valley National Park) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย (California) ประเทศ สหรัฐอเมริกา ส่งที่พบก็คือ จะพบร่องรอยการเคลื่อนที่ของก้อนหิน ที่ทิ้งไว้บนดินเหนียวที่แห้งเป็นทางยาว โดยปรากฏการณ์ธรรมชาติ นี้จะเกิดขึ้นทุก 2 - 3 ปี ครั้ง และหินบางก้อนก็ใช้เวลากว่า 3 - 4 ปีในการเคลื่อนที่
เรซ แทรค พลาย่า เป็นแอ่งทะเลสาบที่ค่อนข้างราบและแห้งแล้ง มีความยาวในแนวเหนือ-ใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร และกว้างในแนวตะวันออก-ตะวันตกประมาณ 2 กิโลเมตร มีลักษณะพื้นผิวเป็นระแหงโคลน (mud cracks) ส่วนมากประกอบด้วยตะกอนขนาดทรายแป้ง (silt) และดินเหนียว (clay)
             ซึ่งสภาพ ภูมิอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง มีปริมาณน้ำฝนเพียงสองนิ้วต่อปี แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ฝนตก น้ำปริมาณมากจะไหลจากภูเขาสูงชันที่อยู่ล้อมรอบเรซแทรค พลาย่าลงมาปกคลุมพื้นที่แอ่งจนกลายเป็นทะเลสาบตื้น ครอบคลุมเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งขณะนั้นบริเวณพื้นแอ่งจะเต็มไปด้วยดินเหนียวที่เหลวและอ่อนนุ่ม
            จาก ลักษณะรูปร่างของร่องรอยการไถลของหินนั้นบ่งบอกได้ว่าหินก้อนนั้นต้อง เคลื่อนที่ในช่วงที่พื้นของเรซแทรค พลาย่านั้นถูกปกคลุมด้วยดินเหนียวอ่อนนุ่ม ถ้าเป็นฝีมือของคนหรือสัตว์จะต้องมีร่องรอยของการเหยียบย่ำรบกวนชั้นดิน เหนียวด้วย แต่ในบริเวณดังกล่าวไม่ปรากฏหลักฐานร่องรอยจากคนหรือสัตว์ที่จะช่วยให้หิน เคลื่อนที่เลย มีเพียงร่องรอยการไถลของหินเท่านั้นจะเห็นว่า หินทุกก้อน ไม่มีร่องรอย ของการเข้าไปรบกวน หรือทำการเคลื่ยนย้ายโดยคน หรือสัตว์ เพราะไม่มีรอยเท้าและพื้นที่ก็กว้าง เกินกว่าจะใช้ไม้หรือวัตถุเขี่ยถึง
                   ทางสมมุติฐาน อ้างว่าเกิดจาก ลม ตัวการที่นิยมนำมาใช้อธิบายปรากฎการณ์นี้ก็คือ ลม โดยส่วนมากลมที่พัดผ่านบริเวณนี้จะมีทิศทางพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปยัง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และร่องรอยการไถลของหินก็มีทิศทางขนาดกับทิศทางของลมนี้ด้วย แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์บางคน ไ้ด้แย้งว่ากระแสลมใน เรซแทรค พลาย่า สามารถทำให้ เดินน้อยกว่า 5 เซ็นติเมตร และ ถ้าต้องการให้ ดินเดินได้เป็นระยะตามที่ปรากฏ จะต้องมีกระแสลมแรงกว่า 145 กิโลเมตร / ชั่วโมง
              จะเห็นว่าหิน บางก้อนไม่ได้เคลื่อนที่เป็นแนวเส้นตรง ตามกระแสลมเสมอไป แต่นั้นก็อาดจากการที่กระแสลมเปลี่ยนทิศก็เป็นไปได้บางสมมุติฐาน อ้างว่าเกิดจาก น้ำแข็ง คนกลุ่มหนึ่งให้ข้อมูลว่าเคยเห็นเรซแทรค พลาย่าถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งชั้นบางๆ แนวคิดหนึ่งอธิบายว่าเมื่อน้ำรอบก้อนหินแข็งตัวและแต่ต่อมามีลมพัดผ่านผิว ด้านบนของน้ำแข็ง ทำให้แผ่นน้ำแข็งได้ลากก้อนหินนั้นไปด้วย จึงเกิดรอยครูดไถลบนพื้นผิวแอ่ง นักวิจัยบางคนพบร่องรอยไถลของหินหลายก้อนที่สอดคล้องกับแนวคิดนี้ด้วย แต่ อย่างไรก็ตามการเคลื่อนย้ายแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่นั้นคาดว่าจะต้องมีการ ทิ้งร่องรอยบนพื้นผิวแอ่งในทิศทางอื่นๆ ด้วย แต่ก็ยังไม่พบร่องรอยนั้นและนั้นจึงทำให้มันยังคง เป็นปริศนาที่ต้องมีการศึกษากันต่อไป








                 อ้างอิง
                         ข้อมูล  http://wowboom.blogspot.com/2009/06/1-sailing-stones.html
                          ภาพถ่าย  http://geothai.net/2009/index.php?option=com_

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

นาคเล่นน้ำ (waterspout)

              
               นาคเล่นน้ำ พวยน้ำ หรือ วอเทอร์สเปาต์ (waterspout) คือ น้ำที่พุ่งเป็นลำขึ้นไปในอากาศเนื่องจาก ลมงวง (tornado)  มักเกิดขึ้นในเขตร้อน แต่ก็มีรายงานว่าเกิดขึ้น ณ ท้องที่ที่มีอากาศปานกลางบริเวณเส้นรุ้งระดับสูง เช่น ยุโรปและทะเลสาบทั้งห้า เช่นกัน 
              นาคเล่นน้ำนั้นมีวงจรชีวิตอยู่ห้าชั้น คือ เกิดจุดดำมืดบนผิวน้ำ จุดดำนั้นกลายเป็นวงก้นหอย วงก้นหอยนั้นกลายเป็นวงแหวนพ่นน้ำ วงแหวนนั้นกลายเป็นลำกรวยเห็นได้แจ้งชัด และกรวยนั้นเลือนหายไปในที่สุด





               อ้างอิง
                          ข้อมูล https://th.wikipedia.org/wiki
                          ภาพถ่าย http://travel.truelife.com/detail/41806

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ปรากฏการณ์ Sun Dogs

              Sun Dogs เป็นปรากฏการณ์ทางแสงอย่างหนึ่ง มักเกิดเป็นคู่ อยู่ด้านซ้าย-ขวา ในแนวระนาบเดียวกับดวงอาทิตย์ ขนานกับพื้นดิน  Sun Dogs อาจปรากฏเป็นจุดสว่างบนฮาโล หรืออาจมีรูปร่างคล้ายกับดาวหางก็ได้   Sun Dogs อาจมีสีรุ้งได้ โดยที่สีแดงจะอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์ และสีฟ้าขาวปรากฏในส่วนหาง              Sun Dogs เกิดจาการหักเห และการสะท้อนของแสงอาทิตย์ กับผลึกน้ำแข็งแท่ง 6 เหลี่ยมภายในเมฆเซอรัส (cirrus) หรือ เซอโรสตราตัส (cirrostratus) เมฆน้ำแข็งอื่นๆ เช่น ice fog และ diamond dust ก็สามารถทำให้เกิด  Sun Dogs ได้เช่นกัน                Sun Dogs มักเกิดเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ใกล้กับขอบฟ้า คือหลังพระอาทิตย์ขึ้น หรือ ก่อนพระอาทิตย์ตก หรือในช่วงเดือนในฤดูหนาวในเขต mid-latitudes โดยจะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นมุม 22 องศา และจะปรากฏบนวงของฮาโลถ้าเกิดปรากฏการณ์ฮาโล เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ในมุมที่สูงขึ้น   Sun Dogs จะเคลื่อนตัวออกห่างจากดวงอาทิตย์ แต่จะยังรักษาตำแหน่งอยู่ในแนวระนาบเดียวกับดวงอาทิตย์ เมื่อดวงอาทิตย์อยู่เกิน 45 องศา เหนือขอบฟ้า ซันด๊อกจะจางลง และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่า 22 องศา   Sun Dogs จะหายไป เมื่อดวงอาทิตย์อยู่สูงกว่าขอบฟ้าเกิน 61 องศา                Sun Dogs มักเกิดร่วมกับฮาโล ฮาโลจะเกิดในกรณีที่ผลึกน้ำแข็งมีการเรียงตัวในลักษณะผสม ส่วน  Sun Dogs จะเกิดในกรณีที่ผลึกน้ำแข็งมีการเรียงตัวในแนวระนาบ (เราจะเห็นเฉพาะ  Sun Dogs เท่านั้น ถ้ามีแต่ผลึกน้ำแข็งในแนวระนาบ)
                Parhelion เป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของ Sun Dog ซึ่งแปลว่า "ข้างดวงอาทิตย์"
                ปรากฏการณ์นี้ หากเกิดกับดวงจันทร์ จะเรียกว่า "มูนด๊อก" (Moon Dog) และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Paraselene หรือ Paraselenae (พหูพจน์ของ paraselene) มูนด๊อกจะหาดูได้ยากกว่า และจะเกิดได้เมื่อดวงจันทร์มีความสว่างมากเท่านั้น
  Sun Dogs จะพบได้ง่ายในเขตหนาว เช่น ทวีปแอนตาร์คติค และ ทวีปอาร์คติค แต่ก็เกิดได้ในเขตร้อนเช่นกัน แม้แต่ในประเทศไทย





              อ้างอิง
                       ข้อมูล       http://variety.thaiza.com/Sun-Dog-
                        ภาพถ่าย http://jimmysoftwareblog.com/node/1633


วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

รุ้งจันทรา (Moonbow)

รุ้งจันทรา (Moonbow) คือรุ้งกินน้ำที่เกิดจากแสงอาทิตย์ที่ได้กระทบดวงจันทร์หรือที่หลายคนเข้าใจกันว่า "แสงจันทร์รุ้งจันทราจะค่อนข้างซีดจาง เนื่องจากแสงจันทร์มีความสว่างน้อยกว่าแสงอาทิตย์มาก  รุ้งจันทราเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่หาดูได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยประกอบกันหลายอย่างคือ ดวงจันทร์จะต้องเป็นดวงจันทร์เต็มดวงหรือเกือบเต็มดวงเท่านั้น จะต้องสว่างไสวเป็นพิเศษ นอกจากนั้นหยดน้ำจะต้องตกอยู่ทิศตรงกันข้ามกับดวงจันทร์ ท้องฟ้าต้องมืดสนิท และดวงจันทร์จะต้องอยู่สูงไม่เกิน 42° 



อ้างอิง
   ข้อมูล   https://th.wikipedia.org/
   ภาพถ่าย http://earthsky.org/todays-image/moonbows

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

รุ้งเพลิง (fire rainbow)

ปรากฏการณ์ รุ้งเพลิง (fire rainbow)” เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวยงามอีกอย่างหนึ่งที่หาดูได้ยากและต้องโชคดีจริง ๆ จึงจะได้เห็น รุ้งเพลิงจะเกิดกับเมฆเซอรัส ซึ่งเป็นเมฆที่ก่อตัวในระดับสูงมีลักษณะเป็นริ้ว ปัจจัยที่จะทำให้เกิดรุ้ง เพลิงได้ประกอบด้วยความบังเอิญหลายอย่าง คือ เมฆนั้นจะต้องอยู่ในระดับสูง 20,000 ฟุตเป็นอย่างน้อย และแสงอาทิตย์จะต้องตกกระทบเมฆนั้นโดยทำมุม 58 องศาพอดิบพอดี สีรุ้งที่เกิดขึ้นเกิดจากแสงที่ตกกระทบผลึกน้ำแข็งทรงหกเหลี่ยมที่อยู่ใน กลุ่มเมฆ เกิดการหักเหคล้ายแสงที่ผ่านปริซึม แต่รุ้งชนิดนี้ต่างจากรุ้งทั่วไปคือ จะมีลักษณะคล้ายเปลวเพลิงบนท้องฟ้า และขนานกับพื้นดิน ดังนั้นถึงแม้จะถูกเรียกว่า ไฟแต่มันเย็นเป็นน้ำแข็งต่างหากล่ะ



ปรากฏการณ์รุ้งเพลิงที่กลมกลืนกับเมฆ ที่ซิลเวอร์ซิตี้ นิวเม็กซิโก สิงหาคม 2004

อ้างอิง
     ข้อมูล  http://www.indepencil.com/tag/
      ภาพถ่าย http://www.thaitribune.org

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ปรากฏการณ์ดอกไม้ผลึกน้ำแข็ง

บางครั้งธรรมชาติก็มีปรากฏการณ์แปลกๆให้เราตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอ  ความสวยงามนี้เป็นสิ่งที่รังสรรค์ขึ้นโดยธรรมชาติ เหมือนอย่างสิ่งที่เราจะกล่าวถึงนี้นั่นคือปรากฏการณ์การเกิดดอกไม้น้ำแข็งนั่นเอง แน่นอนว่าแถวบ้านเราคงไม่มีโอกาสได้เห็นเพราะเป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อนไม่ใช่ประเทศเขตหนาอย่างประเทศที่เกิด ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไรเราไปดูดีกว่า ว่าแต่จากรูปภาพมันช่างสวยงามจับใจเสียจริงๆ

ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ดอกไม้น้ำแข็งหรือ ไอซ์ฟลาวเวอร์ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกๆที่ทั่วโลก และไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆแต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็สร้างความตกตลึงให้แก่ผู้ที่ได้พบเจอ ที่เกิดจะเกิดบนทะเลสาบที่กลายเป็นน้ำแข็ง ดอกไม้นี้มีส่วนประกอบที่เหมือนดอกไม้จริงทุกประการ ทั้งช่อดอก กลีบดอกและแกสร สำหรับสาเหตุที่ทำให้ดอกไม้เหล่านี้เกิดขึ้นนั้นมีอยู่หลายปัจจัย ได้แก่  เมื่อทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็งแล้วอุณหภูมิตะลดต่ำลงอย่างรวดเร็วละทำให้หยดน้ำจากที่ไหนกตมที่หยดลงไปบนพื้นผิวน้ำแข็งนี้จะมีอุณหภูมิลดลงไปด้วยมันจึงแข็งตัวแล้วติดอยู่บนแผ่นน้ำแข็งนั้นเอง


ปัจจัยต่อมาเมื่อไอน้ำอิ่มตัวมันก็จะแทรกตัวขึ้นมาตามรอยแตกของแผ่นน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิต่ำมากเมื่อไอน้ำอิ่มตัวกลั่นเป็นหยดน้ำแล้วสัมผัสกับอากาศเย็นจัดด้านบนก็จะเริ่มก่อตัวเป็นเกร็ดน้ำแข็ง  ส่วนเกลือที่อยู่บนผิวของเกล็ดน้ำแข็งก็จะเกิดการตกผลึก เป็นเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยบนผิวของเกล็ดน้ำแข็ง  ผลึกเกลือที่เกิดขึ้นจะเป็นเสมือนแกนให้ไอน้ำอิ่มตัว ที่เหลือเกาะเป็นเกร็ดน้ำแข็งใหม่ขึ้นสลับไปมาจนซ้อนทับกันจนคล้าย กลีบดอกไม้ ถ้าอยากชมภาพสวยๆของจริงเห็นทีคงต้องไปแถบประเทศเขตหนาวแล้วล่ะ



อ้างอิง
    ข้อมูล http://4toom.com/
    ภาพถ่าย  http://petmaya.com/18-most-amazing-phenomenons

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ลาวาสีคราม

Lava ลาวา คือ หินหลอมเหลว ที่ถูกปลดปล่อย หรือเคลื่อนสู่ผิวโลก ซึ่งธรรมดามันก็จะมีสีแดง
แต่ ธรรมชาติทำให้เราประหลาดใจได้เสมอกับ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ลาวาสีคราม
ปรากฏการณ์นี้จะสามารถเห็นได้เด่นชัดในคืนเดือนมืดปรากฏการณ์ธรรมชาติ นี้เกิดจากกำมะถันที่หลอมละลาย จากความร้อน จะปลดปล่อยเปลวเพลิงสีฟ้าสดออกมา ยิ่งในสภาพที่มีออกซิเจนสูงจะยิ่ง เห็นเปลวเพลิงสีฟ้าได้เด่นชัดขึ้น ลาวาสีคราม ที่ไหลลงมาตามลาดภูเขาไฟ Kawah-Ijen เห็นเป็นสีครามสวยงามเช่นนี้ แต่พวกมันมีอุณหภูมิ ไม่ต่ำกว่า 444.6 องศาเซลเซียส ช่างเป็นความงามที่น่าสะพึงยิ่งนัก ยิ่งซูมเข้าไปดูใกล้ จะเห็นเป็นเปลวเพลิงสีฟ้าสดอย่างชัดเจน เมื่อลาวาสีคราม เย็นตัวลงก็จะกลายเป็น กำมะถันสีเหลืองสด กลิ่นฉุน ทำให้ ภูเขา Kawah-Ijen เป็นเหมืองกำมะถัน
ภาพที่เห็นทั้งหมดในบทความนี้เป็นภาพจาก ภูเขาไฟ Kawah-Ijen ในประเทศอินโดนีเซีย ที่เกิดขึ้นในปี 2008 และ 2005


                                      



เมื่อลาวาสีคราม เย็นตัวลงก็จะกลายเป็น กำมะถันสีเหลืองสด

  อ้างอิง
             ข้อมูล  http://wowboom.blogspot.com/2010/02/burning-sulfur.html
            ภาพถ่าย http://www.soccersuck.com/boards/topic/1048974