วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ทะเลสาบอับราฮัม

                 ทะเลสาบอับราฮัม เป็นทะเลสาบเทียมที่เกิดจากการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในปี 1972 ในทุกๆช่วงฤดูหนาว ทะเลสาบอับราฮัม จะเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวยงามแปลกตา เพราะใต้ผืนน้ำสีฟ้าที่ กลายเป็นน้ำแข็งจะมีฟองอากาศสีขาวหลายขนาดถูกกักอยู่ ฟองอากาศเหล่านี้ไม่ใช่ฟองอากาศที่พบเห็นกันทั่วไปแต่เป็นฟองอากาศที่เกิดจากก๊าซมีเทนที่เกิดจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ (ซากพืชซากสัตว์) รวมไปถึงพืชใต้น้ำปล่อยก๊าซออกมา แต่เนื่องจากความเย็นที่พื้นผิวทะเลสาบทำให้ฟองอากาศที่พุ่งขึ้นมากลายเป็นน้ำแข็งเกิดเป็นภาพฟองอากาศน้ำแข็งจำนวนมากในทะเลสาบ ซึ่งสามารถพบเห็นได้ในช่วงฤดูหนาวหลังจากนั้นฟองอากาศเหล่านี้จะสลายไปพร้อมๆกับการละลายของน้ำแข็งในฤดูร้อน 




อ้างอิง




                ข้อมูลและภาพถ่าย  http://travel.thaiza.com/

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Waitomo Glowworm Caves

              เจ้าถ้ำสุดมหัศจรรย์ที่ว่านี้ มีชื่อว่า “Waitomo Glowworm Caves” อยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์ และได้ชื่อว่าเป็น ถ้ำหนอนเรืองแสง น่าจะสวยที่สุดในโลกก็ว่าได้ แค่เห็นในรูปก็งามสะดุดตาแล้ว ถ้านักท่องเที่ยวไปสัมผัสด้วยตาตนเองจะสวยงามขนาดไหน! ถ้ำที่ว่านี้อยู่ในเกาะเหนือ ทางตอนใต้ของเมืองไวกาโต
              คำว่า Waitomo แปลว่า น้ำที่ลอดผ่านถ้ำ ซึ่งเป็นชื่อที่มาจากลักษณะทางกายภาพภายในถ้ำที่มีสายน้ำไหลผ่านนั่นเอง ถ้ำแห่งนี้ได้รับการสำรวจเป็นครั้งแรกในปี 1887 และสิ่งที่ทำให้หลายคนต้องตกตลึงเมื่อเข้าไปสู่ถ้ำแห่งนี้ ก็คือ แสงระยิบระยับ จนเหมือนว่ากำลังมองดูดวงดาวบนฟ้าในยามค่ำคืน โดยสาเหตุของแสงที่ว่านี้ก็เนื่องมาจาก หนอนเรืองแสง ที่อยู่ภายในถ้ำนั่นเอง

               หนอนเรืองแสง ดังกล่าวนี้ หากมองกันจริงๆ ก็ไม่ใช่หนอนซะทีเดียว เป็นตัวอ่อนของแมลงลักษณะคล้ายกับยุง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Araachnocampa Luminosa โดยในช่วงเวลาของการเป็นตัวอ่อนของแมลงดังกล่าว จะมีการส่องแสงประกายกินระยะเวลา 6 ถึง 12 เดือนตามความสมบูรณ์ของร่างกายของหนอนแต่ละตัว หลังจากนั้นก็จะกลายเป็นแมลงที่โตเต็มที่ต่อไป หนอน หรือว่า ตัวอ่อนแมลง ดังกล่าวนี้ ยังสามารถพบได้ตามถ้ำในญี่ปุ่น และออสเตรเลียด้วย




อ้างอิง
                ข้อมูลและภาพถ่าย  http://travel.mthai.com/world-travel/69638.html

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แพะต้นไม้

แพะต้นไม้  
              แพะเป็นสัตว์ที่ชอบกินใบไม้และผลของต้นอาร์กัน โดยจะปีนขึ้นไปบนต้นอาร์กันเพื่อแทะเล็มใบไม้ และกินผลอาร์กัน อาจปีนขึ้นไปอยู่หลายๆ ตัวในเวลาเดียวกัน บางคราวเห็นเกือบ 20 ตัวเลยทีเดียว พวกแพะ เหล่านี้จะเดินข้ามหรือกระโดดระหว่างกิ่งไม้สวนกันไปมาอยู่บนต้นนั่นเอง และบางครั้งก็สามารถเดินขึ้นไปอยู่ บนกิ่งยอดสุดของต้นอาร์กันได้ ทำให้เห็นว่าแพะรู้จักการสมดุลน้ำหนักตัวเวลาปีนขึ้นต้นไม้และกระโดดตามกิ่ง  ของต้นอาร์กันเหล่านั้น อีกทั้งยังสามารถหลบหลีกและเบี่ยงตัวสวนไปมากับแพะตัวอื่นๆ ที่อยู่บนต้นเดียวกันด้วย เมื่อฝูงแพะจำนวนหนึ่งกินเสร็จแล้ว ก็เดินลงจากต้นและให้แพะตัวอื่นๆ ขึ้นต่อไป 
·       ภาพที่เห็นนี้เป็นภาพจริง ของ แพะ ในประเทศ โมร็อกโก
·       พวกมันปีนขึ้นไปบนต้น Argan เพื่อหาอาหาร เนื่องจากในบริเวณนั้นแทบจะไม่มีหญ้า หรือพืชที่ แพะ จะสามารถกินเป็นอาหาร เหลืออยู่ พวกมันจึงถูกผลักดันให้กลายเป็น แพะต้นไม้ (เคยได้ยินแต่แพะภูเขา)
·       พวกมันสามารถปีนป่าย ได้อย่างน่าทึ่ง ไปได้ทุกกิ่ง ทุกก้านของต้น Argan
·       ชาวพื้นเมืองจะเก็บผลของต้น Argan นำเมล็ดมาทำน้ำมันปรุงอาหาร และเครื่องประทินผิว




    

    อ้างอิง
          ภาพถ่าย http://www.meekhao.com/travel/incredible-natural-phenomena


วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

อลังการหินผับผ้า แพนเค้ก ร็อค เมืองไทย

เขาหินพับผ้า ปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา ที่เห็นได้บนเขาหิน และเกาะบางเกาะในทะเลขนอม บริเวณหน้าอ่าวเตล็ด คือที่เกาะท่าไร่ เกาะนุ้ยนอก เขาหลักซอ และชายฝั่งอ่าวเตล็ด ลักษณะที่เห็นจะเหมือนเป็นแผ่นหินที่ทับซ้อนเรียงกันเป็นชั้นๆสูงขึ้นไป ด้านบนมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมหลากหลายชนิด บางชนิดก็ดูแปลกตาออกไป บางแห่งก็จะพบกล้วยไม้ป่าขึ้นอยู่ด้วย
การเกิดของเขาหินพับผ้า เกิดจากกระบวนการหินตะกอน (sedimentary process) ที่มีการตกตะกอนของหินที่มีส่วนประกอบและความแข็งต่างกัน เป็นชั้นๆ ในท้องทะเล ต่อมามีการเอียงและยกตัวของเปลือกโลกชั้นหินดังกล่าวก็เกิดเป็นหน้าผา เมื่อถูกกระแสน้ำ และลม กัดกร่อนเอาชั้นที่อ่อนกว่าออกเหลือชั้นที่แข็งแกร่งกว่า ก็จะดูเหมือนแผ่นหินที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ เปรียบเหมือนขนมชั้น หรือผ้าที่พับไว้ จึงเป็นที่มาของชื่อ " หินพับผ้า " เมื่อนักท่องเที่ยวฝรั่งได้มาเห็นที่นี่ก็บอกว่า เขาหินลักษณะนี้คล้ายกับ Pancake rock ที่เมือง Punakaiki ประเทศนิวซีแลนด์ ก็เลยเรียกหินพับผ้าเหล่านี้ว่า " แพนเค้ก ร็อค  เมืองไทย " อีกชื่อหนึ่ง





     อ้างอิง

                            ข้อมูลและภาพถ่าย http://khanom.siamfreestyle.com/

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ย่ำแดนพิศวง ท่าปอมคลองสองน้ำ (จังหวัดกระบี่ ประเทศไทย)

               ท่าปอมคลองสองน้ำ กระบี่ บริเวณท่าปอม สายน้ำจืดซึ่งเป็นธารน้ำพุใสสะอาดจากใต้ดิน ไหลรินผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันตามช่วงเวลาน้ำขึ้นน้ำลง และยังมีน้ำเค็มท่วมถึงยามน้ำขึ้น มีผืนป่ารอบข้างที่มีทั้งป่าชายเลนซึ่งเป็นป่าที่เติบโตอยู่ ในน้ำกร่อยและน้ำเค็มผสมผสานกับป่าพรุน้ำจืด คลองท่าปอมจึงกลายเป็นคลองสองน้ำ (น้ำจืด+น้ำเค็ม) ปัจจุบันสำนักงานการท่องเที่ยวจึงจัดทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทาง 700 เมตร ลักษณะเป็นสะพานไม้ที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ทอดยาวเป็นวงรอบเหนือผืนป่าพรุและป่าชายเลน ท่าปอมคลองสองน้ำ มีลำคลองน้ำใส ต้นน้ำจากเขาคราม ไหลผ่าน ป่าดิบชื้น ป่าพรุ ป่าชายเลน และทะเลอันดามัน
             ท่าปอมคลองสองน้ำ ป่าพรุท่าปอม คลองท่าปอม เป็นชื่อของลำธารสายสั้นๆ ยาวประมาณ 5 กิโลเมตร ในต.เขาคราม อ.เมือง จ.กระบี่ มีต้นกำเนิดหรือต้นน้ำจากแอ่งน้ำผุดบนช่องพระแก้วไหลผ่านสระน้ำกลางป่า ปลายทางของคลองนี้จะไหลออกสู่ทะเลอันดามัน โดยคลองท่าปอมอยู่บริเวณรอยต่อของน้ำจืดกับน้ำเค็มพอดี จนกลายเป็นคลองน้ำจืดสนิท ยามน้ำทะเลหนุนสูงขึ้น น้ำในคลองที่จืดสนิทจะกลายเป็นน้ำกร่อย น้ำจะขุ่น ปลาทะเลจะเข้ามาหาอาหารในคลอง ครั้นพอน้ำลงน้ำจืดจากป่าต้นน้ำก็จะดันออกน้ำทะเลออกหมด รวมทั้งเหล่าปลาทั้งหลายก็จะแหวกว่ายกลับไปอีกครั้ง น้ำในคลองจะใสราวกระจก มองดูเป็นสีเขียวมรกต มีสีเขียวอมฟ้า น้ำจืดที่ใสแจ๋วแหววต้องแสงแดด จะส่งประกายระยิบระยับราวแก้วผลึก เป็นช่วงที่เหมาะกับการเดินชม ท่าปอม มากที่สุด เนื่องจากมีสารละลายหินปูนหรือแคลเซี่ยมคาร์บอร์เนตและกำมะถันปนอยู่มาก ที่มีคุณสมบัติในการจับตะกอนและสารแขวนลอยให้จมตัวเมื่อ สายน้ำ ไหลผ่านหินปูน เจ้าสารตัวนี้ก็จะละลายปนมาพร้อมกับจับสารแขวนลอยไหลไปจมตัวในน้ำนิ่งน้ำในลำคลองท่าปอม จึงใสไหลเย็นมองเห็นตัวปลาและพืชใต้น้ำได้อย่างชัดเจนโดยบางช่วงใต้ท้องน้ำ จะงดงามด้วยสีเขียวสดจากพืชใต้น้ำที่มองเห็น ได้อย่างถนัดตาส่วน บางช่วงก็ดูเพลินตาด้วยฝูงปลาที่แหวกว่ายทวนสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ
                  จากการที่น้ำทะเลขึ้นและลงทำให้ท่าปอม ที่เป็นทั้งคลองน้ำจืด และคลองน้ำเค็มกลายเป็นป่าพรุ ในอดีตนั้นท่าปอม เป็นป่าพรุ รกทึบ มีต้นไม้แน่นเต็มไปหมด พื้นที่ดินเต็มไปด้วยรากไม้ มีพื้นที่ 300 ไร่ ยากต่อการเข้าถึง จนกลายเป็นระบบนิเวศเล็กๆ แบบป่าพรุน้ำจืด แบบพื้นที่ชุ่มน้ำ แบบป่าดิบ และแบบป่าชายเลน อันชวนพิศวง จึงกลายเป็นที่มาของคำว่า ท่าปอม คลองสองน้ำ นอกจากจะเป็นรอยต่อของ 2 น้ำแล้ว ยังทำให้เกิดจุดบรรจบของ 3 ป่าอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน คือ ป่าโกงกาง พังกาหัวสุม และไม้พืชป่าชายเลนอยู่ร่วมกับชมพู่น้ำ ไม่ป่าพรุอย่างกลมกลืน โดยมีหลาวชะโอน ไม้ป่าดิบชื้น ถือว่าเป็นป่าชายเลนที่มีความเป็นมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง เป็นแหล่งศึกษาเชิงนิเวศวิทยา เพื่อเรียนรู้ความสมบูรณ์ของธรรมชาติทั้งในแง่ของทางน้ำใต้ดิน และพืชพรรณที่สามารถเติบโต ได้ทั้ง ในน้ำและบนดิน คลองสองสายน้ำมีลักษณะพิเศษ ของระบบนิเวศ ที่ในช่วงขึ้น 12 ค่ำไปจนถึง แรม 5 ค่ำ คนสมัยก่อนเชื่อว่าท่าปอมเป็นป่าอาถรรพ์ ดินแดนพิศวง หรือดินแดนต้องห้าม เต็มไปด้วยเรื่องราวอาถรรพณ มีจระเข้เผือกเป็นสัตว์ของเจ้าป่าคอยดูแลป่าท่าปอม ซึ่งเป็นสัตว์ของเจ้าที่เจ้าป่าคอยปกปักรักษาไว้ หากใครล่วงละเมิด ฝ่าฝืนจะเกิดอาเพศ กระทั่งต้องมีอันเป็นไป และหากไม่จำเป็นจริงๆแล้ว ชาวหนองจิกจะห้ามลูกหลานว่าอย่าเข้าไปใกล้ แต่หากต้องไปตักน้ำจืดมาบริโภคในหน้าแล้ง หรือไปลงเรือหาปลา หาอาหารในที่แห่งนี้ ก็อย่าเอาอาหารที่มีเนื้อหมูเข้าไปใกล้ และหากจะลงอาบน้ำ ก็ต้องเว้นวันเสาร์และวันอังคาร แม้จะไม่มีใครอธิบายเหตุผลได้ว่าทำไม แต่ก็ดูเหมือนไม่มีใครอยากฝ่าฝืน จะมีก็แต่พวกวัยรุ่นบางกลุ่มเท่านั้น ที่หาญกล้าอาศัยความรกเรื้อของป่าพรุท่าปอมเป็นแหล่งมั่วสุม จึงไม่มีใครกล้าเข้ามา แต่ด้วยความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ จึงได้ช่วยกันดูแลปกปักรักษาป่าไว้
จนกระทั่งเมื่อ 130 กว่าปีที่แล้ว มีโต๊ะครูปอม (โต๊ะครู คือครูสอนศาสนาอิสลาม ที่มีความรู้ด้านศาสนาอิสลามเป็นอย่างดี) เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นี่แล้วตั้งชื่อป่าพรุแห่งนี้ว่า พรุท่าปอมตามชื่อของโต๊ะครู จากนั้นก็เริ่มมีชาวบ้านเข้ามาทำมาหากินจนกลายเป็นชุมชนเขาครามพอเริ่มมีคนอยู่อาศัยมากขึ้น และมีนักท่องเที่ยวเข้ามาดูความมหัศจรรย์ของท่าปอม คลองสองน้ำ เป็นจำนวนมากขึ้น ทาง อบต. เขาครามโดยการสนับสนุนงบประมาณจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้จัดทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติเป็นสะพานไม้ยกระดับ 2 เมตรจากพื้นดิน ทำเป็นวงรอบพื้นที่ป่า ลักษณะเป็นสะพานไม้ที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ทอดยาวเป็นวงรอบเหนือผืนป่าพรุและป่าชายเลน ระยะทาง 700 เมตร และจัดเจ้าหน้าที่ดูแล มีลำคลองน้ำใส รากไม้คดเคี้ยว แตกแขนงแผ่กว้าง และปลาน้ำจืดปลาน้ำเค็ม ที่สลับกันมาว่ายเวียนหาอาหาร เป็นที่งดงามและหาดูได้ยาก หากเดินทวนกระแสน้ำท่าปอมขึ้นไป จนถึงเขตหวงห้าม จะพบสระน้ำสีไพลินกลางป่าเขียว เรียกว่าแอ่งท่าปอม หากเดินต่อไปอีก 500 เมตร จะพบแอ่งน้ำลักษณะเดียวกัน เรียกว่า สระน้ำช่องพระแก้ว สามารถเที่ยวชมคลองสองน้ำได้ตลอดทั้งปี ควรเที่ยวชมในเวลาที่น้ำลงน้ำจะสวยใสมาก
เสน่ห์ของ ท่าปอม อีกอย่างหนึ่งคือ รากไม้ให้ชวนมองอยู่ทั่วไปตามริมตลิ่งสองฝั่งคลองโดยรากของต้นไม้หลาย ประเภทจะปรับตัวด้วยการโผล่รากขึ้นมาหายใจ ในลักษณะเลาะเลี้ยวเคี้ยวโค้งเกี่ยวกวัดรัดกันไปมา ดูสวยงาม แปลกตาน่ามอง โดยรากของตนไม้ที่พบมากก็เห็นจะหนีไม่พ้นรากของต้นชมพู่น้ำ ซึ่งต้นไม้ชนิดนี้ใช่แค่มีราก ที่มีเสน่ห์ แต่ว่า ยามที่ชมพู่น้ำออกดอกก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน เพราะว่าแต่ว่าดอกของชมพู่น้ำที่มีช่อสั้นๆมีเกสร ตัวผู้ สีขาวนวลดูเล็กฝอยฟูฟ่องนั้นงามไม่เบาทีเดียวโดยเพาะยามที่ดอกชมพู่น้ำร่วง หล่นลงไปลอยในสายน้ำดูพลิ้วไหว นั้นน่าชมมากๆและพวกรากไม้ต่างๆนี่แหละที่ถือเป็นจุดเกาะยึดอย่างดีของคนที่ ลงไปเล่นน้ำ ซึ่งทาง อบต. เขาครามเปิดบางช่วงให้นักท่องเที่ยวลงไปแหวกว่ายเล่นน้ำได้ แต่ว่าต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ส่วนใครที่อยากสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติแห่งป่าท่าปอมในความรู้สึก ที่แตกต่างไปจากการเดิน ชมบนสะพาน ก็สามารถพายเรือแคนูชมความงามของคลองสองน้ำและป่าท่าปอมได้




     อ้างอิง
                            ข้อมูล http://www.dekguide.com/

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ฝ่ามือพระพุทธเจ้า

  หากล่องเรือไปในท้องทะเลอ่าวไทยที่ จ.ชุมพร ก่อนจะกระโดดลงไปดำผุดดำไหว้ดูปะการังอันงดงามใกล้ๆ กับเกาะง่ามใหญ่
              ความน่าสนใจของที่นี่ไม่ได้มีเพียงน้ำใสๆ กับปะการังสวยๆ เท่านั้น หากแต่ยังมีอีกหนึ่งความน่าอัศจรรย์ใจจากธรรมชาตินั่นก็คือ ฝ่ามือพระพุทธเจ้า ซึ่งปัจจุบันทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานชุมพรได้พยายามผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในโครงการมหัศจรรย์เมืองไทย
              ฝ่ามือพระพุทธเจ้า มีลักษณะเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ สูงประมาณ 100 เมตร กว้างประมาณ 60 เมตร สีออกเหลืองๆ ผิดกับพื้นผิวของหินที่อยู่รายรอบ ที่ปลายก้อนหินมีรอยแยกคล้ายรูปร่างของนิ้วมือจำนวน 4 นิ้ว ส่วนด้านล่างมีหินงอกออกมามองคล้ายกับนิ้วโป้ง ยิ่งเมื่อมองจากระยะไกลแล้วก็จะยิ่งเห็นความชัดเจนของรูปร่างลักษณะที่คล้ายคลึงกับฝ่ามือ ซึ่งชาวบ้านแถบนั้นเชื่อว่าเป็นรูปฝ่ามือพระพุทธเจ้า
              โดยตามความเชื่อของชาวประมงชุมพรนับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ และขนานนามว่า ฝ่ามือพระพุทธเจ้า และยังให้ความนับถือเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยมีความเชื่อว่าสามารถคุ้มครองให้ชาวประมงรอดพ้นจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะภัยทางทะเล และในจุดนี้ก็ยังเป็นที่หลบพายุกลางทะเลมาหลายสิบปีแล้ว นอกจากนี้ชาวเรือใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเดินเรือเข้าสู่ปากน้ำชุมพรมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่สถานที่นี้เป็นที่รับรู้ในหมู่ชาวประมงเท่านั้น เพราะเป็นพื้นที่กลางทะเลลึก ไม่ค่อยมีผู้คนผ่านไปมา
              ขณะที่อีกฟากหนึ่งของเกาะก็มี หินเจดีย์ ที่รูปทรงของหินนั้นดูคล้ายคลึงกับเจดีย์เป็นอย่างมาก จึงสอดคล้องกับฝ่ามือพระพุทธเจ้า ที่ยิ่งช่วยเสริมสร้างความเป็นมงคลตามความเชื่อด้วย
              ในปัจจุบัน เมื่อเกาะง่ามใหญ่กลายเป็นจุดดำน้ำที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง ก็ทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของหิน ฝ่ามือพระพุทธเจ้า



     อ้างอิง
                            ข้อมูล  http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000047826

  

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

หาดทรายดำ 1 ใน 5 แห่งของโลก (จังหวัดตราก ประเทสไทย)

บริเวณท้องที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแหลมมะขาม ในพื้นที่ป่าแหลมมะขามอันเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงที่ได้ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 91 ตอนที่ 114 เมื่อ 2 กรกฎาคม 2517 เป็นกฎกระทรวงฉบับที่ 680 (พ.ศ. 2517) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ให้ไว้ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2517 โดยหาดทรายดำของจังหวัดตราดนั้นเป็นหาดทรายดำ 1 ใน 5 แห่งของโลกอีกด้วย ซึ่งอีก 4 แห่ง ได้แก่ Hualien – Taitung ไต้หวัน,PulauLangKaiwi มาเลเซีย, ทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย,WaianapanapaBeach ฮาวาย (Maui) เดิมหาดทรายดำนี้เรียกว่าหัวสวน เป็นหาดที่ชาวมุสลิมเป็นเจ้าของและเคยตั้งสุเหร่าบริเวณหัวสวน ต่อมาได้ย้ายออกไป ทำให้เป็นสถานที่ร้าง จนกระทั่งมีชาวบ้านยายม่อมได้มานั่งหมกตัวและทำให้หายจากโรคอัมพฤกษ์ จึงเห็นว่าหาดทรายดำรักษาโรคได้ และได้บอกต่อๆ กันไป ภายหลังข่าวเรื่องการรักษาโรคจากการหมกทรายดำกระจายออกไป ต่อมาได้มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากขึ้นเนื่องจากมีความเชื่อว่าสามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดหัวเข่า ปวดหลัง หรือ สิว ฝ้า อัมพาต อัมพฤกษ์ เป็นต้น จึงได้มีเจ้าหน้าที่ส่งทรายดำออกไปตรวจสอบโดยกองธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ผลปรากฏว่า ทรายดำแห่งนี้มีชื่อทางวิชาการว่า ไลโมไนต์ (Limonite) มีสูตรทางเคมีว่า 2Fe2 O3 3H2O ลักษณะเป็นสีน้ำตาลแดงไปจนถึงดำเป็นแร่ที่เกิดจากการยุบสลายของเศษเหมืองและเปลือกหอย และผสมด้วยควอตซ์ มีสูตรทางเคมีว่า SiO2 (ซิลิกา) หรือเป็นการผุกร่อนของเหล็ก ในทางการแพทย์ไม่มีผลทางการรักษาโรค หาดทรายดำหัวสวนแห่งนี้อยู่ในบริเวณป่าชายเลนเนื่องจากมีลมมรสุมได้พัดเอาทรายไปอยู่บริเวณป่าชายเลนทรายดำจะบริสุทธิ์มากกว่าบริเวณที่อยู่นอกป่าชายเลนซึ่งมีโคลน และเปลือกหอยจำนวนมาก แต่ธรรมชาติของหาดทรายดำเป็นป่าชายเลน มีหาดทรายดำที่เป็นของแปลก จึงทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ           


   

              อ้างอิง
                            ข้อมูล http://www.traveleastthailand.org